bitkub-banner

Ethereum เตรียมอัพเกรดใหญ่ ‘Glamsterdam’ ปลายปี 2569 เพิ่มความเร็วเครือข่ายและหั่นค่าโอนให้ถูกลง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Ethereum เผย roadmap ในการอัพเกรด ‘Glamsterdam’ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 โดยมีกำหนดจะทำ Sepolia testnet fork ในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 เป็นการทดสอบสำคัญล่าสุดก่อนนำขึ้นเครือข่ายหลัก นี่จะเป็นการ hard fork ที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ The Merge
  • Ethereum กำลังขยายถนนเส้นหลักครั้งใหญ่เพื่อรองรับผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 10 เท่า โดยจากเดิมในต้นปี 2025 ที่รถวิ่งได้จำกัดเพราะติด Gas Limit อยู่ที่ 30 ล้านต่อบล็อก นักพัฒนาได้ปรับปรุงระบบจนสามารถขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนตั้งเป้าหมายพุ่งทะยานสู่ 200 ล้านต่อบล็อก
  • สองหัวใจหลักของการอัพเกรด Glamsterdam คือ EIP-7732 บน Consensus Layer และ EIP-7928 บน Execution Layer ซึ่งร่วมกันเปิดทางสู่การทำงานของระบบในแบบคู่ขนาน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

ในแง่มุมของราคาและภาพจำประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่า ราคาเหรียญ ETH มักจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วง 60 วันก่อนการอัพเกรด Hard Fork สำคัญและเนื่องจาก Glamsterdam ถูกยกให้เป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Ethereum ในรอบหลายปี การที่ Ethereum Foundation ตั้งเป้าหมายขยายขีดจำกัด Gas Limit ไปที่ 200 ล้าน และยกระดับความเร็วขึ้นสู่ 10,000 ธุรกรรมต่อวินาที จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับปรุงทางเทคนิคหลังบ้านเท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการกอบกู้ภาพลักษณ์ของ Ethereum ให้กลับมาผงาดอีกครั้ง ในฐานะบล็อกเชน Layer 1 ทรงประสิทธิภาพที่มีความเร็วและค่าฟีที่ถูกลงจนสามารถลงสนามฟาดฟันกับคู่แข่งสายสปีดอย่าง Solana ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

Ethereum เตรียมอัพเกรดที่ใหญ่ที่สุดของปี

Glamsterdam เป็นการ hard fork ของ Ethereum ถัดจาก Fusaka และนี่ถือเป็นการอัพเกรดที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ The Merge ไอเดียชื่อการอัพเกรด “Glamsterdam” มาจากการรวมคำ “Gloas” ซึ่งพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของ Consensus Layer และ “Amsterdam” ซึ่งเป็นชื่อเมืองที่จัดงาน Devconnect ครั้งล่าสุดพูดถึงการเปลี่ยแปลงของ Execution Layer

เป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนทิศทางของการ scaling ของ Ethereum จากที่โฟกัสปริมาณงานที่ระบบสามารถประมวลผลได้บน Layer 2 เท่านั้น กลับมายังการผลักดัน Layer1 ให้เกิดประสิทธิภาพขั้นสูง เพื่อสร้างคุณค่าแก่ ETH โดยตรง ซึ่งต่างจาก Pectra และ Fusaka ที่เน้นเรื่องอัพเกรด Layer 2 เป็นหลัก

EIP-7732 (ePBS): หัวใจของการเปลี่ยนแปลง

EIP-7732 นำระบบ ‘Enshrined Proposer-Builder Separation (ePBS)’ เข้าสู่โปรโตคอลของ Ethereum โดยตรง ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการปรับปรุงเครือข่าย Ethereum ที่ฝังกลไกการแยกบทบาทระหว่าง “ผู้เสนอบล็อก” และ “ผู้สร้างบล็อก”ลงในชั้น Consensus Layer โดยตรง เพื่อแทนที่ระบบ MEV-Boost แบบ Off-chain ที่ใช้งานกันอยู่เดิม

กลไกนี้ช่วยขยายเวลาในการส่งผ่านและกระจายข้อมูลบล็อกใหม่ไปยังโหนดต่าง ๆ ทั่วโลก จากเดิมประมาณ 2 วินาที เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 9 วินาที ซึ่งการขยายเวลาตรงนี้ช่วยให้บล็อกขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลมหาศาล สามารถกระจายตัวและถูกประมวลผลได้อย่างปลอดภัยและเสถียรยิ่งขึ้น

EIP-7928 (BALs): ปลดล็อกการทำงานแบบคู่ขนาน

EIP-7928 นำ Block-Level Access Lists (BALs) มาใช้บน Execution Layer ซึ่งมันจะเปรียบเสมือน”แผนที่ระบุการเข้าถึงข้อมูลล่วงหน้าในระดับบล็อก” ที่ถูกบังคับให้แนบมาพร้อมกับตัวบล็อก หากข้อมูลใน BALs ไม่ตรงกับสิ่งเกิดขึ้นจริงในบล็อก บล็อกนั้นจะถือว่าเป็นโมฆะทันที โดยจะบันทึกข้อมูลสำคัญ 3 ส่วน

1.รายชื่อบัญชีและตำแหน่งจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่ถูกเรียกใช้งานในบล็อกนั้น ๆ

2.ดัชนีตัวเลขระบุตำแหน่งที่ชัดเจนของแต่ละธุรกรรมในบล็อก

3.ค่าสุดท้ายของข้อมูลหลังจากที่ธุรกรรมนั้น ๆ ทำงานเสร็จสิ้น

เมื่อโหนดรู้ล่วงหน้าว่าธุรกรรมไหนจะแตะต้องข้อมูลตรงไหนบ้าง ระบบจะสามารถแยกธุรกรรมที่ไม่มีข้อมูลทับซ้อนกัน ไปประมวลผลบน CPU หลาย ๆ Core พร้อมกันได้ทันที

ถ้าค่าธรรมเนียมถูกลง 78% แล้วผู้ใช้ทั่วไปได้อะไร?

สำหรับผู้ใช้ทั่วไปจะได้เห็นโครงสร้างใหม่ที่จะปรับลด “ส่วนแบ่งค่าใช้จ่ายพื้นฐาน” ลงอย่างมาก ทำให้การโอน ETH แบบปกติ ระหว่าง wallet ใช้ปริมาณค่า Gas ลดลงถึงเกือบ 71%

ในส่วนของ Gas limit จะเพิ่มจาก 60 ล้านไปที่ 200 ล้านต่อบล็อกและตัวเลขการประมวลผลที่จะมุ่งสู่ 10,000 ธุรกรรมต่อวินาทีซึ่งสูงจากเดิม 10 เท่าของที่ Ethereum ทำได้ในปัจจุบัน ทำให้บล็อกหนึ่งบล็อกสามารถอัดดธุรกรรมและโค้ดของ Smart Contract ลงไปได้มากกว่าเดิมมหาศาลในคราวเดียว


การอัพเกรด Glamsterdam กำลังจะมาในจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะปัจจุบัน Ethereum กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากกลุ่มบล็อกเชนความเร็วสูง ที่ชูจุดเด่นเรื่องความเร็วในการประมวลผลและค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า การที่อัพเกรดนี้ตั้งเป้าหมายพุ่งชน 10,000 ธุรกรรมต่อวินาที พร้อมลดค่าธรรมเนียมลงถึง 78% ถือได้ว่าเป็นการพลิกโฉมภาพจำที่ผู้คนมักบอกกันว่า “Ethereum นั้นทั้งแพงและช้า”

ในมุมมองส่วนตัว Glamsterdam ถือเป็นอัพเกรดที่น่าตื่นเต้นที่สุดของ Ethereum ในรอบหลายปี เพราะหากระบบ ePBS และ BALs สามารถทำงานร่วมกันได้ตามแผน พร้อมทั้งดัน Gas Limit ขึ้นไปแตะ 200 ล้าน ได้สำเร็จ Ethereum L1 จะพลิกโฉมจนมีศักยภาพมากพอที่จะดึงปริมาณการใช้งาน กลับมาจากเครือข่าย Layer 2 ได้บางส่วน ซึ่งส่งผลดีโดยตรงให้เกิดกลไกการสะสมมูลค่า กลับเข้าสู่เหรียญ ETH ที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล

ที่มา: CoinTelegraph, Datawallet, CoinDesk, BeInCrypto, Figment