สรุปข่าว
- บทความจัดอันดับ 5 โปรเจกต์คริปโทเคอร์เรนซีที่มีผลงานโดดเด่นและส่งมอบงานจริงได้มากที่สุดในไตรมาสที่ 3 ปี 2026
- 5 โปรเจกต์ชั้นนำที่ติดโผ ได้แก่ Stellar (XLM), Qubic (QUBIC), Chainlink (LINK), Injective (INJ) และ Ondo
- บิ๊กเนมอย่าง Bitcoin, Ethereum และ Solana ไม่ติดอันดับ
แนวโน้มผลกระทบ : Neutral
การจัดลำดับ 5 โปรเจกต์คริปโทเคอร์เรนซีที่โดดเด่นที่สุดในไตรมาสที่ 3 ปี 2026 โดยไม่เน้นมูลค่าตลาด แต่พิจารณาจากผลงานจริงและการทำตามสัญญาใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การอัปเกรดเมนเน็ต, ผลิตภัณฑ์, พันธมิตรระดับสถาบัน และสถิติการใช้งาน พบว่า Stellar (XLM) ได้อันดับหนึ่งไปครอง ขณะที่เหรียญหลักอย่าง Bitcoin และ Ethereum กลับหลุดโผเพราะยังไม่มีการเติบโตด้านการใช้งานมากเท่าไร
การจัดลำดับคริปโทฯ ตามปกติแล้วเรามักจะวัดกันจากศักยภาพของราคา หรือมูลค่าตลาดโดยรวม แต่ครั้งนี้เราจะขอสร้างความแตกต่างและพาทุกท่านมาดูท็อป 5 โปรเจกต์คริปโทฯ ที่โดดเด่นและทำตามสัญญาและเป้าหมายได้มากที่สุดในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 ซึ่ง Bitcoin และ Ethereum ที่เป็นหัวแถวของวงการก็อาจไม่อยู่ในลิสต์นี้
จัดลำดับอย่างไร?
การจัดลำดับครั้งนี้จะมีเกณฑ์การให้คะแนนแบ่งเป็น 4 หมวด ซึ่งจะประกอบไปด้วย การอัปเกรดเมนเน็ตที่ผ่านการลงมติ, ผลิตภัณฑ์ที่เปิดให้บริการแก่สาธารณะ, พันธมิตรระดับสถาบัน, รายงานสถิติตัวเลขที่ตรวจสอบได้ เช่น การใช้งาน และธุรกรรม ซึ่งจะวัดผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. – 20 ก.ย. 2026 โดยมีผลลัพธ์ดังต่อไปนี้
1.Stellar (XLM)
Stellar เป็นเพียงเครือข่ายเดียวที่บรรลุเป้าหมายครบทั้ง 4 ด้าน ทั้งการอัปเกรด ผลิตภัณฑ์ พันธมิตร และตัวเลขการใช้งานที่ชัดเจนภายใน 12 สัปดาห์
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม Stellar ได้มีการเปิดใช้งาน Protocol 27 (Zipper) ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดการกระเป๋าเงินแบบที่ต้องใช้หลายลายเซ็น (Multi-sig) ส่วนวันที่ 16 ก.ค. ก็ได้จับมือ MoneyGram, Figure Markets และ Range เข้ามาเป็น Validator ระดับ Tier 1 อีกทั้งยังได้ตกลงที่จะแปลงสินเชื่อภาคเอกชน มูลค่าสูงสุด 1 พันล้านดอลลาร์ให้อยู่ในรูปโทเคนบนเครือข่ายในเวลาไล่เลี่ยกัน
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 2 กันยายน USDT0 (Tether Multi-chain) ยังเริ่มเปิดใช้งานบน Stellar พร้อมเปิดเผยว่าเครือข่ายมีการประมวลผลธุรกรรมไปแล้วกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปี ประกอบกับเมื่อวันที่ 22 กันยายน BVNK ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน ได้เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย Stellar
Denelle Dixon ซีอีโอของ Stellar Development Foundation กล่าวถึงการเพิ่ม USDT0 เข้ามาว่า จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบการชำระเงินระหว่างประเทศของ Stellar อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวยังไม่ได้ระบุจำนวนผู้ใช้งานจริง และระบบต้นแบบการชำระเงิน Stablecoin ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศอังกฤษยังคงเป็นเพียงโครงการทดสอบเท่านั้น
2. Qubic โปรเจกต์นอก Top 100 ที่สร้างความประหลาดใจ
แม้จะมีมูลค่าตลาดเพียง 87 ล้านดอลลาร์ (เล็กกว่า Stellar ถึง 100 เท่า) แต่ Qubic กลับสร้างผลงานสำคัญได้ถึง 6 รายการในไตรมาสเดียว จนทำให้เครือข่ายคว้าอันดับที่สองไปครองใน Q3 2026
จุดเด่นของ Qubic คือการใช้แนวคิด Useful Proof of Work โดยนำกำลังการขุดของนักขุดไปประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ที่มีประโยชน์แทนการคำนวณที่สูญเปล่า โดยเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ได้เปิดตัวระบบ Outsourcing Computing ให้บุคคลภายนอกซื้อกำลังการประมวลผล และตามด้วยการเปิดตัวชุดเครื่องมือพัฒนานวัตกรรม AIO เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม
ถัดมาในวันที่ 19 สิงหาคม Qubic เกิดปรากฏการณ์ Halving ลดอัตราการออกโทเคนลงครึ่งหนึ่ง และในช่วงปลายเดือนก็ได้เริ่มใช้การขุดแบบรังมดที่ให้นักขุดช่วยกันประมวลผลต่อยอดจากผลลัพธ์เดิม
ขณะเดียวกันโมเดล AI ของเครือข่าย (Neuraxon) ยังสามารถทำคะแนนประเมินด้านการเหตุผลเพิ่มขึ้นเป็น 0.38 บนมาตรฐาน ARC-AGI-3 พร้อมรายงานการเชื่อมต่อระบบชำระเงิน AEON Pay ครอบคลุมร้านค้ากว่า 20 ล้านแห่งใน 6 ประเทศ
อย่างไรก็ตาม Qubic ยังคงมีข้อจำกัดนั่นคือ ตัวเลขคะแนนทดสอบ AI เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นเอง และโปรเจกต์ยังขาดการรับรองจากสถาบันการเงินหรือหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ
3. Chainlink
Chainlink ทำผลงานโดดเด่นด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในทุกๆ การอัปเดตตลอด 6 สัปดาห์ ผลงานที่ชัดเจนที่สุดในช่วงที่ผ่านมาจะเป็นการที่รัฐไวโอมิงได้ย้าย Stablecoin (FRNT) มาใช้โปรโตคอล CCIP ของ Chainlink ในการโอนย้ายข้ามบล็อกเชน 8 เครือข่าย พร้อมนำระบบ Proof of Reserve มาใช้ตรวจสอบเงินสำรอง
ขณะเดียวกัน Coinbase ยังเลือกใช้ข้อมูลราคาของ Chainlink สำหรับหุ้นที่นำมาแปลงเป็นโทเคนบนเครือข่าย Base ส่วนเครือข่ายเองก็ได้มีการเปิดตัว CCIP 2.0 โดยมีสถาบันชั้นนำ เช่น ANZ, Fidelity International, Sygnum และ SBI Digital Markets เข้าร่วมใช้งาน รองรับมูลค่าการโอนข้ามสายรวมกว่า 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์
ความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สุดคือ การนำสถาบันการเงิน 17 แห่งเข้าร่วมโครงการทดสอบการเชื่อมต่อระบบของ Swift เข้ากับบล็อกเชนผ่านเทคโนโลยีของ Chainlink ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่มากแม้จะยังคงอยู่ในช่วงทดสอบ และยังไม่ได้เปิดใช้งานจริงในวงกว้าง
4. Injective
เมื่อไม่นานมานี้ Injective Institutional Services ได้ลงทะเบียนเป็น Transfer Agent อย่างเป็นทางการกับสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และ เหรียญ INJ ก็ได้มีการขยายการใช้งานไปยังเครือข่าย Solana และเปิดให้ชำระเงินด้วย Stablecoin ผ่านร้านค้าของ Bitrefill เท่านั้นยังไม่พอ Pineapple Financial ก็ได้แปลงข้อมูลจำนองมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ให้อยู่ในรูปโทเคนบนเครือข่าย Injective
5. Ondo
Ondo มีการเปิดตัวโทเคนอิงสิทธิหุ้นสหรัฐฯ ที่อ้างอิงกับหลักทรัพย์ในศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (DTC) และบริษัทลูกอย่าง Oasis Pro Markets ยังได้รับอนุมัติจาก FINRA ให้เสนอขายหุ้นและกองทุนโทเคนแก่นักลงทุนสหรัฐฯ
นอกจากนี้ Ondo ยังเป็นแพลตฟอร์มแปลงสินทรัพย์แรกที่ได้เข้าร่วม Fund/SERV ของ DTCC ซึ่งเป็นระบบประมวลผลธุรกรรมกองทุนหลักของสหรัฐฯ พร้อมขยายความร่วมมือไปใช้บน BNB Chain และ NEAR
โปรเจกต์อื่นๆ ที่มีผลงานน่าสนใจ
• TRON: เปิดตัวกองทุน Spot TRX ETF ในตลาด Cboe และประกาศมูลค่าธุรกรรมสะสมสูงถึง 30 ล้านล้านดอลลาร์ จากบัญชีผู้ใช้กว่า 405 ล้านบัญชี
• Algorand: อัปเกรดระบบบัญชีให้รองรับการป้องกันภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม และมีกระเป๋าเงินที่ใช้งานประจำเพิ่มขึ้นเป็น 6.77 แสนราย
• Zcash: อัปเกรดระบบ Ironwood เพื่อแก้ไขช่องโหว่ความปลอดภัย และมีการจดทะเบียน Grayscale Zcash ETF เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ NYSE Arca
• Avalanche: เปิดตัวการอัปเกรดใหญ่ Helicon และเปิดทางให้กองทุนตลาดเงิน FTIXX ของ Goldman Sachs เข้าถึงได้ผ่านเครือข่ายส่วนตัวบน Avalanche
• XRP (Ripple): ได้รับใบอนุญาต CASP ตามกฎหมาย MiCA ครอบคลุม 30 ประเทศในยุโรป และเปิดตัวบริการ Ripple Mint
แม้โปรเจกต์คริปโทฯ ชั้นนำอย่าง Bitcoin, Ethereum หรือ Solana จะไม่ติด Top 5 ในครั้งนี้ เพราะการอัปเกรดส่วนใหญ่อยู่ในเฟสทดสอบและรอเปิดตัว ทำให้ผลงานที่ออกมานั้นไม่สามารถออกมาเทียบเท่ากับโปรเจกต์รุ่นน้องไฟแรงได้ แต่ถึงอย่างนั้น ในด้านของราคาโปรเจกต์เหล่านี้ก็ยังคงโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งไตรมาส
ที่มา : Cointribune

