สรุปข่าว
- Strategy และ Strive กำลังเผชิญความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างการระดมทุนเพื่อซื้อ Bitcoin เพิ่ม กับภาระจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนหุ้นที่ออก
- ข้อมูลจาก Fidelity Digital Assets ระบุว่า หุ้นบุริมสิทธิช่วยสนับสนุนการซื้อ Bitcoin รวม 135,979 BTC ตั้งแต่ปี 2025 จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2026 คิดเป็นมากกว่า 0.5% ของอุปทาน Bitcoin สูงสุดทั้งหมด
- นักวิเคราะห์มองว่าหุ้นบุริมสิทธิเป็นอีกช่องทางดึงเงินทุนเข้าสู่ Bitcoin แต่หากราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าหน้าตั๋วหรือความต้องการซื้อชะลอตัว บริษัทอาจต้องเลือกระหว่างการซื้อ BTC เพิ่ม การซื้อหุ้นคืน และการสำรองเงินไว้จ่ายปันผล
ข่าวนี้มีแนวโน้มส่งผลต่อราคาอย่างไร : Neutral
การระดมทุนผ่านหุ้นบุริมสิทธิช่วยให้บริษัทมหาชนมีเงินซื้อ Bitcoin เพิ่ม โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการออกหุ้นสามัญหรือกู้ยืมเงินเพียงอย่างเดียว จึงเป็นแรงหนุนต่ออุปสงค์ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาระเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นอาจจำกัดความสามารถในการซื้อ BTC หากการระดมทุนทำได้ยากขึ้น ข่าวนี้จึงเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง มากกว่าจะเป็นปัจจัยบวกหรือลบต่อราคา Bitcoin ในทันที
หุ้นบุริมสิทธิช่วยหนุนซื้อ Bitcoin เกือบ 136,000 BTC
บริษัท Strategy (MSTR) และ Strive (ASST) ซึ่งใช้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรองในงบดุล กำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการบริหารเงินทุน ตามรายงานของ CoinDesk เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2026 ทั้งสองบริษัทต้องรักษาความต้องการซื้อหุ้นบุริมสิทธิจากนักลงทุนขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับภาระการจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการออกหุ้นใหม่
ข้อมูลจาก Fidelity Digital Assets ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2025 จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2026 การระดมทุนผ่านหุ้นบุริมสิทธิช่วยสนับสนุนการซื้อ Bitcoin รวม 135,979 BTC หรือมากกว่า 0.5% ของอุปทาน Bitcoin สูงสุดที่ 21 ล้าน BTC โดยตลาดหุ้นบุริมสิทธิที่เชื่อมโยงกับบริษัทถือครอง Bitcoin มีมูลค่ารวมประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์
หุ้นประเภทนี้มีลักษณะอยู่ระหว่างหนี้สินกับหุ้นสามัญ โดยทั่วไปจะให้สิทธิรับเงินปันผลตามเงื่อนไขที่กำหนด แต่ไม่มีวันครบกำหนดไถ่ถอนแบบตราสารหนี้ทั่วไป จึงช่วยให้บริษัทระดมทุนได้โดยไม่ต้องกำหนดเวลาชำระคืนเงินต้นแบบเดียวกับหนี้ที่มีอายุครบกำหนด
เงินทุนที่เพิ่มขึ้น มาพร้อมภาระปันผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือหุ้น STRC ของ Strategy ซึ่งมีอัตราเงินปันผลแบบแปรผัน โดยอัตราที่ใช้อยู่ในช่วงเวลาที่รายงานอยู่ที่ประมาณ 12% ต่อปี ขณะที่ข้อมูลจาก CoinShares ระบุว่า STRC ระดมทุนได้ประมาณ 7,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 จนถึงช่วงปลายเดือนกรกฎาคม
ส่วน Strive มีหุ้นบุริมสิทธิ SATA ซึ่งระบุอัตราเงินปันผลต่อปีไว้ที่ 13% ตามข้อมูลของบริษัท ณ วันที่ 25 กันยายน 2026 ทั้งนี้ อัตราดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และการจ่ายเงินปันผลยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกันว่าจะคงเดิมตลอดไป
ข้อได้เปรียบของหุ้นบุริมสิทธิคือการดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการรายได้จากเงินปันผล แต่ไม่ต้องการถือ Bitcoin โดยตรง อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัทออกหุ้นเพิ่ม ภาระการจ่ายเงินปันผลก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้บริษัทต้องสร้างสมดุลระหว่างการซื้อ BTC เพิ่มกับการรักษาสภาพคล่องเพื่อรองรับภาระทางการเงิน
เมื่อหุ้นราคาต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว แผนซื้อ Bitcoin อาจสะดุด
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือความต้องการซื้อหุ้นบุริมสิทธิขึ้นอยู่กับสภาพตลาด หากหุ้นราคาใกล้หรือสูงกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว บริษัทจะมีโอกาสระดมทุนเพิ่มเติมได้สะดวกกว่า แต่หากราคาหุ้นลดลงต่ำกว่าระดับดังกล่าว การออกหุ้นใหม่อาจไม่น่าดึงดูดสำหรับบริษัทและนักลงทุน ทำให้บริษัทต้องพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การซื้อหุ้นคืนหรือการใช้เงินสดสำรอง
James Butterfill หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ CoinShares ระบุว่า Strategy ใช้เงินประมาณ 193 ล้านดอลลาร์ซื้อหุ้น STRC คืน ขณะที่ซื้อ Bitcoin เพิ่มเพียง 267 BTC ในช่วงสัปดาห์ที่กล่าวถึงในรายงาน นอกจากนี้ บริษัทยังเพิ่มวงเงินอนุมัติสำหรับการซื้อหุ้นบุริมสิทธิคืนเป็น 3,000 ล้านดอลลาร์
การซื้อหุ้นคืนอาจช่วยลดภาระเงินปันผลในอนาคต แต่ก็ทำให้บริษัทมีเงินเหลือสำหรับซื้อ Bitcoin น้อยลงในระยะสั้น ขณะเดียวกัน CoinShares ระบุว่า Strategy เคยขาย Bitcoin บางส่วนเพื่อนำเงินไปจ่ายเงินปันผลแล้ว แสดงให้เห็นว่าการรักษาสมดุลระหว่างการสะสมสินทรัพย์กับภาระจ่ายเงินสดเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงในทางทฤษฎี
ETF ยังเป็นช่องทางลงทุน Bitcoin ที่ใหญ่กว่า
แม้หุ้นบุริมสิทธิจะเป็นช่องทางระดมทุนรูปแบบใหม่ แต่ Ryan Rasmussen หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Bitwise มองว่า กองทุน Spot Bitcoin ETF ในระยะยาวน่าจะยังเป็นแหล่งอุปสงค์สำคัญกว่า โดยหุ้นบุริมสิทธิจะเข้ามาเสริมตลาดด้วยการดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผล
ข้อมูลที่ CoinDesk อ้างถึงจาก CoinShares ระบุว่า Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มียอดเงินไหลเข้าสุทธิสะสมประมาณ 57,000 ล้านดอลลาร์ และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารประมาณ 106,000 ล้านดอลลาร์
ความแตกต่างสำคัญคือ เมื่อมีเงินไหลเข้า ETF กองทุนจะเพิ่มการถือครอง Bitcoin ตามการสร้างหน่วยลงทุน แต่หุ้นบุริมสิทธิเปิดโอกาสให้บริษัทนำเงินที่ระดมได้ไปใช้ตามแผนบริหารเงินทุนของตนเอง ขณะเดียวกัน ETF อาจเผชิญเงินไหลออกได้โดยไม่ก่อให้เกิดภาระจ่ายเงินปันผลต่อเนื่องแบบหุ้นบุริมสิทธิ
การระดมทุนผ่านหุ้นบุริมสิทธิช่วยให้ Strategy และ Strive ขยายการถือครอง Bitcoin ได้โดยเข้าถึงนักลงทุนกลุ่มที่ต้องการรายได้ แต่ความสำเร็จของกลยุทธ์นี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวน BTC ที่ซื้อเพิ่มเพียงอย่างเดียว หากยังต้องรักษาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล สภาพคล่อง และความต้องการซื้อหุ้นจากนักลงทุนด้วย
ในมุมผู้เขียน หุ้นบุริมสิทธิอาจกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนอุปสงค์ Bitcoin ในระยะยาว แต่หากตลาดเข้าสู่ช่วงขาลงและนักลงทุนเริ่มหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง โมเดลนี้ก็อาจเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านต้นทุนเงินทุนและราคาหุ้น ดังนั้น สิ่งที่ควรจับตาต่อไปคือบริษัทเหล่านี้จะสามารถระดมทุนเพื่อซื้อ Bitcoin ต่อไปได้โดยไม่ทำให้ภาระเงินปันผลกลายเป็นข้อจำกัดต่อสภาพคล่องหรือไม่

