bitkub-banner

ไขความลับ ทำไม Binance ถึงไม่ล้มละลาย แม้โดนแฮกเงินไปกว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Binance ถูกแฮกสินทรัพย์มูลค่ากว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 แต่บริษัทสามารถชดเชยคืนได้กว่า 95%
  • รอดมาได้ด้วยขนาดธุรกิจที่ใหญ่โต, การร่วมมือเพื่ออายัดสินทรัพย์,การมีกองทุนสำรอง (SAFU) และเงินทุนของบริษัทรองรับ รวมถึงการหยุดระบบทันที
  • เนื่องจากกระดานเทรดคริปโทฯ ไม่มีหน่วยงานภาครัฐคอยช่วยเหลือยามวิกฤต นักลงทุนจึงต้องพึ่งพาตนเอง

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

Binance ถูกแฮกสูญเสียสินทรัพย์กว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์ แต่สามารถชดเชยคืนได้กว่า 95% และเปิดให้บริการตามปกติได้อย่างรวดเร็ว ด้วยปัจจัยด้านขนาดธุรกิจที่ใหญ่โต การร่วมมือเพื่ออายัดเงินคืน การมีกองทุนสำรองและเงินทุนของบริษัทรองรับ อย่างไรก็ดี เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซียังคงไร้การช่วยเหลือจากภาครัฐ ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังและบริหารความเสี่ยงด้วยตนเอง

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 ระบบของ Binance ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ส่งผลให้สินทรัพย์คริปโทฯ มูลค่ารวมกว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์ถูกโจรกรรมไป ทว่าเพียงไม่กี่วันถัดมา บริษัทกลับออกมาประกาศว่า ได้ชดเชยสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปแล้วกว่า 95% และเริ่มกลับมาเปิดให้บริการถอนเงินได้ตามปกติในวันที่ 1 พฤศจิกายน

ในภาวะปกติ หากบริษัทใดก็ตามต้องสูญเสียเงินมหาศาลขนาดนี้ การปิดตัวหรือล้มละลายคงไม่ใช่เรื่องแปลกทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าทำไม Binance ถึงไม่ล้มละลาย ทั้งๆ ที่ความเสียหายมากกว่าคู่แข่งในอดีตหลายเท่าตัว

ทำไมถึงไม่ล้มละลาย แม้เสียเงินไปกว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์?

จริง ๆ แล้ว Binance ไม่ได้มีความลับอะไร เพียงแต่พวกเขามีปัจจัยที่ซ้อนกันหลายชั้นทำให้กิจการสามารถดำรงอยู่ได้ต่อและกลับมาให้บริการได้อย่างรวดเร็วอันประกอบด้วย 5 ปัจจัยดังนี้

1. ขนาดของธุรกิจใหญ่กว่าความเสียหายมาก

Binance มีผู้ใช้ลงทะเบียน 335 ล้านคน และดูแลสินทรัพย์ราว 1.628 แสนล้านดอลลาร์ ณ รายงานประจำปี 2025 ความเสียหาย 6.3 พันล้านจึงเทียบได้ราว 4% ของสินทรัพย์ทั้งหมด ทำให้ความเสียหายแม้จะหนักแต่ไม่ถึงขั้นล้มทั้งระบบ ต่างจาก FTX 

2. อายัดเงินคืนได้ราวครึ่งหนึ่งทันที

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ความร่วมมือของผู้ออกสเตเบิลคอยน์อย่าง Tether ที่อายัดสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องราว 1.57 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Circle อายัดมากกว่า 800 ล้านดอลลาร์ และ Ripple อายัดราว 200 ล้านดอลลาร์ รวมแล้ว Binance แจ้งว่าอายัดบนเชนได้ราว 3 พันล้านดอลลาร์คือ แฮกเกอร์ขโมยเงินได้ แต่ถอนออกไปใช้ไม่ได้ทั้งหมดในทันที

3. มีกองทุนสำรองและเงินของบริษัทรองรับ

นอกจากนี้ Binance แจ้งว่าได้กันเงินของบริษัทไว้ราว 6.34 พันล้านดอลลาร์เพื่อชดเชยความเสียหาย และมีกองทุนสำรองบิตคอยน์เพื่อชดเชยผู้ใช้งาน (SAFU) มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ 

มิหนำซ้ำ CZ ก็ยังมีการเปิดเผยว่า บริษัทได้ถือหุ้น SpaceX มูลค่าเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ และสามารถเทขายได้หากจำเป็นทำให้พวกเขาสามารถรับการขาดทุนเองทั้งหมด ไม่ผลักภาระไปที่ลูกค้า 

กล่าวคือ ตราบใดที่บริษัทยังสามารถหาสินทรัพย์มาทดแทนได้ บริษัทก็ยังจ่ายเงินคืนผู้ใช้และเปิดดำเนินงานต่อไปได้ แม้จะยังไม่ได้รับเงินที่ถูกขโมยกลับคืนมาก็ตาม

4. เงินที่หายมาจาก hot wallet ไม่ใช่เงินลูกค้าทั้งหมด

รายงานระบุว่า แฮกเกอร์ได้ดึงเงินจาก hot wallet ของ Binance ซึ่งเป็นกระเป๋าที่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อรองรับการถอนเงินรายวัน 

ขณะที่เงินส่วนใหญ่ของ exchange มักเก็บใน cold wallet ออฟไลน์ที่ไม่พบหลักฐานการรั่วไหลของ private key จึงทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นยังอยู่ในจุดที่รับได้เพราะไม่ใช่เงินของลูกค้าที่หายไป ต่างจากกรณีของ FTX ที่ทำให้เกิดภาระหนี้สินและคดีความตามมาถึงปัจจุบัน

5. หยุดระบบทันทีและสื่อสารเร็ว

ปัจจัยสุดท้ายจะเป็นเรื่องของการตัดสินใจอย่างรวดเร็วโดย Binance ได้ระงับการฝากและถอนทันทีเพื่อหยุดความตื่นตระหนกที่อาจนำไปสู่การแห่ถอน หรือ Bank run ที่จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กิจการล้มในพริบตา 

พอระบบถูกระงับประกอบกับมาตรการจัดการที่เข้มงวดก็ได้ทำให้ความกังวลคลายลงหลังจากที่เปิดระบบกลับมาให้ฝากถอน โดยถึงแม้จะมีปริมาณการถอนออกที่สูงแต่ CZ ยืนยันว่า ปริมาณเงินที่ถอนออกไปนั้นมีน้อยมากและผู้ใช้กว่า 98% ยังคงฝากสินทรัพย์ไว้กับ Binance

สรุปตัวเลขสำคัญ ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2026

  • มูลค่าที่ถูกขโมย: 6.43 พันล้านดอลลาร์ (ประเมินโดย Elliptic)
  • อัตราการชดเชย: ประมาณ 95% ของสินทรัพย์ที่เสียหาย
  • สินทรัพย์ที่ถูกอายัด/อายัดคืนได้: 2.85 พันล้านดอลลาร์ (ณ วันที่ 31 ต.ค.)

ล้มแล้วไม่มีใครช่วยหนุน

นอกจากเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วการแฮกในครั้งนี้ ยังนำมาซึ่งคำถามอีกข้อที่นักลงทุนเริ่มเป็นกังวล เพราะในยามวิกฤต หากธนาคารพาณิชย์ประสบปัญหาธนาคารกลางก็จำเป็นที่จะต้องยื่นมือเข้าช่วย แต่สำหรับกระดานเทรดคริปโทฯ แล้วพวกเขาจะต้องรับมืออย่างไรในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลยังคงไม่มีนโยบายในการยื่นมือเข้าช่วยเหลือกระดานเทรดแม้ว่าคริปโทเคอร์เรนซีในปัจจุบันจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่สถาบันยอมรับและมีการเปิดซื้อขายแล้วผ่านกองทุน ETF 

ด้วยเหตุนี้สถานะในปัจจุบันของกระดานเทรดจึงต้อง “ดูแลตนเอง” โดยในอนาคตภาครัฐอาจออกกฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มต้องมีทุนสำรอง หรือกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและการชดเชยความเสียหาย แต่สำหรับตอนนี้นักเทรดอาจยังคงต้องดูแลตัวเองไปก่อน หากไม่มั่นใจในแพลตฟอร์มก็ให้ทำการโอนย้ายเงินออกมายังกระเป๋าส่วนตัวจึงจะเป็นการดีที่สุด