โหมดกลางคืน
โฆษณาที่คุณอาจสนใจ

จากการกระโดดขึ้นของราคา Ethereumในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาได้ทำให้หลายๆคนต่างก็ต้องหันมามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนในสายหุ้นและตลาดเงินทุน แต่อย่างไรก็ตาม หลายๆคนเริ่มออกมาตั้งข้อสงสัยว่าเจ้าเหรียญตัวนี้พร้อมที่จะมาเป็นเหรียญสำหรับคนทั่วๆไปตามคอนเซปของ Blockchain หรือไม่

สิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายๆคนเกิดข้อกังขาก็คือความสามารถของระบบ Blockchain ของ Ethereum ที่สามารถ process ธุรกรรมได้เพียงแค่ 20 ธุรกรรมต่อวินาทีเท่านั้น ในขณะที่ Visa สามารถทำได้มากกว่า 24,000 ธุรกรรมต่อวินาที ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือความง่ายต่อการใช้งาน กล่าวคือผู้คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่มีความรู้เชิงเทคนิคนั้นจะสามารถสร้างกระเป๋า Ethereum เองได้หรือไม่

ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม แต่อย่างไรก็ตาม มันยังมีหลักฐานบางตัวที่พิสูจน์ว่าตอนนี้เหรียญ Ethereum กำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นเหรียญ Mainstream ของประชาชนในเร็วๆนี้

แอพพลิเคชันสำหรับ Mainstream

หากลองมองย้อนไปในอดีตในสมัยที่อินเทอร์เนตถูกสร้างออกมาใหม่ๆ HTTP หรือ Hypertext Transfer Protocol ที่ถูกออกแบบโดยนาย Tim Berners-Lee มันก็ไม่ได้กลายเป็นที่นิยมในทันทีแบบที่หลายๆคนเข้าใจ แต่การปรับตัวเข้าใช้อินเทอร์เนตของกลุ่ม mainstream นั้นเริ่มต้นด้วยการมาของ Google, โซเชียลอย่างเช่น Facebook และผู้ให้บริการอีเมล์อย่าง Gmail และ Yahoo เป็นต้น

กล่าวคือ เราอาจจะได้เห็นการปรับตัวดังกล่าวเกิดขึ้นกับ Ethereum เช่นกัน แต่ไม่ช้าก็เร็ว

เมื่อช่วงเปิดศักราชปี 2560 มาใหม่ๆนั้น กระแส Initial Coin Offering หรือ ICO นั้นก็เริ่มบูมอย่างถล่มทลาย ซึ่งหากลองสังเกตดีๆแล้ว บริษัทใหม่ๆที่เราไม่เคยรู้จักมาผ่อนก็ผุดขึ้นมามากมาย โดยพวกเขาแต่ละกลุ่มต่างก็พยายามขุดไอเดียของตัวเองเพื่อนำมันมาสร้างเป็นเหรียญของพวกเขาภายใต้เทคโนโลยีสุดแสนจะ “ใจดี” อย่าง Smart Contract ที่ทำให้ใครๆก็สามารถสร้างเหรียญเป็นของตัวเองได้ และพอสร้างเสร็จก็นำมันออกมาขายสู่ตลาด หลังจากนั้นก็นำเงินที่ระดมทุนมาได้ไปพัฒนาโปรเจคของตัวเองต่อไป กระนั้น หากลองมองย้อนไปในปี 2001 ซึ่งถือเป็นช่วงเหตุการณ์ฟองสบู่ dot-com นั้น เราจะเห็นเหตุการณ์ที่คล้ายๆกัน

แนวคิดของ ICO คือการสร้างเหรียญคริปโตขึ้นมาขายให้กับนักลงทุน โดยมีโปรเจคของพวกเขามาเป็นตัวแบคไว้ อาจเปรียบได้กับการซื้อหุ้นของบริษัทสตาร์ทอัพ

บางทีข้อดีของตลาด ICO นั้นอาจจะเป็นเรื่องของการที่ใครๆก็สามารถกระโดดขึ้นมาบนเวที startup และระดมทุนได้โดยไม่ต้องทำผ่าน Venture Capital (นักลงทุนอิสระ) อีกทั้งความรวดเร็วในการโอนทุนอย่างเหรียญ ETH ที่ทำให้การระดมทุนในหลักล้านดอลลาร์สามารถทำเสร็จได้เพียงแค่ไม่กี่วินาที แต่กระนั้น หลายๆคนก็ออกมากังวลว่า “อะไรที่มาเร็วมักจะไปเร็ว” โดยวิเคราะห์ว่าบริษัทเหล่านี้อาจอยู่ได้ไม่นานในระยะยาว อย่างไรก็ตาม บางบริษัทอาจจะไม่ได้เป็นแบบที่บางคนมอง พวกเขาอาจจะเอาชนะ “กฎแห่งสถิติ” และก้าวไปเป็นผู้ประสบความสำเร็จท่ามกลางหมู่ผู้ใช้ Ethereum กระแสหลักในอนาคตก็ได้

มันยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินโปรเจคที่น่าสนใจอย่าง Status, True Flip และ ICONOMI ที่เพิ่งจะระดมทุนสำเร็จไปเมื่อไม่นานมานี้ กล่าวคือพวกเขาทั้งหมดต่างก็มีศักยภาพที่จะเป็น “แอพขั้นเทพ” ในอนาคต รวมไปถึงการเกิดใหม่ของ ICO รายวันที่เริ่มจะนับไม่ถ้วนนั้นอาจจะทำให้การปรับตัวเข้าใช้ Ethereum ของกลุ่ม Mainstream ใช้เวลาอีกไม่นานนัก

เหตุการณ์ Flippening

ผู้สนับสนุน Ethereum หลายๆคนต่างก็พากันทำนายว่ามูลค่าตลาดรวมของ Ether นั้นจะแซงของ Bitcoin ในอนาคตและก้าวขึ้นมานั่งบัลลังก์เหรียญอันดับ 1 ของโลก ซึ่งเหตุการณ์นี้เรียกว่า Flippening โดยผู้ที่ให้ความสนใจสามารถตรวจดูสถานะปัจจุบันของเหตุการณ์นี้ได้บนเว็บ Flippening.watch

โดยถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง มันจะส่งผลกระทบด้านบวกให้วงการ Ethereum โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับใช้ในกลุ่ม mainstream ที่อาจจะใช้เหรียญ ETH เป็นอีกหนึ่งชองทางในการจ่ายเงิน ซึ่ง ณ เวลานี้มีคนจำนวนไม่มากรับรู้ถึงการมีตัวตนของเหรียญ cryptocurrency อีกทั้งจำนวนผู้ที่รู้ว่า Bitcoin คืออะไรก็ยังมีไม่มากเท่าไร โดยแทบไม่ต้องกล่าวถึง Ethereum เลยว่าปัจจุบันมีคนรู้จักมันเพียงแค่กี่คน

หากเราลองดูกราฟเทรนด์การค้นหาบน Google นั้นเราจะพบว่าคำค้นหา “Bitcoin” นั้นสูงกว่าคำว่า Ethereum เยอะมาก เนื่องจาก Bitcoin นั้นเป็นเหรียญคริปโตที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลกท่ามกลางเหรียญอื่นๆ อีกทั้งนักลงทุนหลายๆคนมองว่ามันเป็นการลงทุนที่น่าจะคุ้มค่ากว่า

ถ้าเหตุการณ์ Flippening เกิดขึ้นจริงๆนั้น เหรียญ Ethereum อาจจะขึ้นไปอยู่บนข่าวหน้าหนึ่งของสื่อหลายๆสำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อที่เคยเขียนเกี่ยวกับแต่ Bitcoin อาจจะต้องหันมาเขียนอะไรบางอย่างประมาณว่า “Ether ได้กลายเป็นเหรียญอันดับ 1 ของโลกไปแล้ว เสียใจด้วยนะ Bitcoin” และนั่นจะส่งผลให้นักลงทุนจากหลายๆแขนงต้องรุมกระโดดเข้ามาลงทุนในตัว Ether ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ควรจะเกิด ถ้าหาก Ethereum จะได้ขึ้นแท่นเหรียญของ mainstream จริงๆ

ในอีกแง่มุมหนึ่งนั้น สิ่งที่เรามองข้ามไปไม่ได้เลยคือมูลค่าตลาดของเหรียญ Ether ในปัจจุบันที่มีอยู่ที่ราวๆ 25 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่ Bitcoin มีอยู่ 40 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งประมาณของมันนั้นยังห่างกันมากนัก แต่กระนั้นถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่สามารถพลิกหลังมือเป็นหน้ามือเกิดขึ้นก่อนนั้น การ Flippening ก็ยังคงเป็นเพียงแค่การคาดคะเนเท่านั้น

Proof of Stake (PoS)

ธุรกรรมบน Blockchain ของ Ethereum นั้นถูกบริหารและจัดการด้วยวิธีการที่เรียกว่า Proof of Work ซึ่งผู้คนเรียกมันว่า “นักขุด” โดยกระบวนการนี้เกิดขึ้นโดยการใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยแก้ไขสมการทางคณิตศาสตร์ของ Blockchain และทุกๆครั้งที่พวกเขาแก้สมการได้นั้น พวกเขาจะได้รางวัลเป็นเหรียญนั้นๆ

แต่อย่างไรก็ตาม หลายๆคนมองว่าวิธีการแบบนี้มันไม่ยั่งยืน เนื่องจาก Proof of Work กินพลังไฟฟ้าสูงมาก รวมถึงมันไม่สามารถปกป้องเครือข่ายจากการโจมตีที่มีมากกว่า 50 เปอร์เซน (การโจมตีดังกล่าวคือการที่มีกลุ่มนักขุดที่มีพลังการขุดเยอะมาก จนถึงขั้นควบคุม blockchain ไว้ได้มากกว่า 50% ซึ่งพวกเขาสามารถที่จะเลือกควบคุมการ confirm transaction ให้ใครก็ได้ตามใจชอบ) และมันมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนธุรกรรมต่อวินาทีที่มันสามารถจะช่วย process ได้

Rig สำหรับขุดเหรียญ Ethereum แบบประกอบเองโดยใช้การ์ดจอ

ดังนั้นนักพัฒนาหลักของ Ether หลายๆกลุ่มกำลังเร่งแก้ปัญหาตรงจุดนี้ โดยหนึ่งในแผนการแก้ปัญหาคือการเปลี่ยนอัลกอริทึมจาก Proof of Work มาเป็น Proof of Stake โดยหลังจากการเปลี่ยนแล้ว ผู้ถือเหรียญ Ether ทุกคนสามารถช่วย process ธุรกรรมผ่านวิธีการที่เรียกว่า “การวางเงินมัดจำ” หรือ stake

แต่สำหรับตอนนี้ มันยังเป็นปริศนาอยู่ว่านักลงทุนที่จะหันมาเอาดีทางด้าน PoS นั้นจะมีรายได้รวมต่อปีเท่าไรโดยประมาณ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า PoS อาจถือเป็นหนึ่งในการลงทุนที่มีความน่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้ที่ชอบซื้อเหรียญเก็บสะสม

โดยสรุปคือ เครือข่าย Blockchain ของ Ethereum จะสามารถรองรับธุรกรรมได้มากกว่าเดิม นั่นหมายถึงการโอนสู่หากันที่เร็วมากขึ้นไปอีก และนั่นจะทำให้ PoS ประสบความสำเร็จไปอีกหนึ่งขั้นสู่การเป็นเหรียญของ mainstream

Enterprise Ethereum Alliance

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ณ ตอนนี้เหรียญ Ethereum มีการรวมตัวขององค์กรมหึมาอย่าง Enterprise Ethereum Alliance (EEA) มาหนุนหลังอยู่ โดยองค์กรที่ว่านี้มีบริษัทยักษ์ใหญ่กว่า 500 บริษัทมาเข้าร่วมสานต่อการพัฒนา Ethereum ซึ่งสมาชิกที่เป็นที่รู้จักกันดีประกอบไปด้วย Microsoft, JP Morgan, Credit Suisse และ Intel

จุดมุ่งหมายของการก่อตั้ง EEA ก็เพื่อที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทใหญ่ๆที่ต้องการจะปรับตัวใช้ Blockchain ของ Ethereum ให้เป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยส่งผลให้ทาง EEA ได้ค้นพบโปรเจคใหม่ๆที่น่าสนใจอยู่ทุกเดือน

จนกระทั่งตอนนี้พวกเขาค่อนข้างที่จะเก็บตัวเงียบถึงผลงานของพวกเขาที่ประสบความสำเร็จไปแล้วหลายๆผลงาน แต่กระนั้น ก็มีข่าวลือมาว่าพวกเขากำลังเตรียมประกาศเปิดตัวโปรเจคใหม่ที่ว่ากันว่าจะมาเปลี่ยนโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อีกด้วย

แม้ว่าอนาคตของ Ethereum นั้นอาจจะยังไม่แน่นอน แต่สัญญาณหลายๆตัวได้บ่งชี้แล้วว่าเทคโนโลยีหลักของมันนั้นกำลังเดินหน้าไปในทางที่ถูกต้องแล้ว

ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นกำลังรอคอยพวกเราผู้ใช้งาน ETH

ขอให้สนุกกับจรวดสู่อวกาศ

Comments

comments