<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ผู้ก่อตั้ง Lotos Network ปัดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธัมมชโย เปลี่ยนรูปบนเว็บเป็นหลวงตามหาบัวแล้ว

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ก่อนหน้านี้ทางสยามบล็อกเชนเคยได้รายงานข่าวเกี่ยวกับโปรเจคตัวหนึ่งนามว่า Lotos Network ที่มีแนวคิดเพื่อจะยกระดับศาสนาพุธและการปฏิบัติธรรมให้สูงขึ้นด้วยเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งโปรเจคดังกล่าวนั้นได้รับคำชมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านไอเดียในการนำเอาเหรียญ Karma Token หรือ “เหรียญกรรม” มาใช้เป็นตัวบริจาคแทนเงินจริง โดยมีจุดประสงค์เพื่อไม่ให้ภิกษุนั้นต้องเข้าใกล้เงิน ที่คำสอนทางศาสนาพุทธบอกไว้ว่าเป็นสิ่งไม่ดี อีกทั้งยังสามารถใช้แทร็คว่าเงินที่บริจาคไปนั้นถูกนำไปใช้ในด้านไหนบ้าง รวมถึงแพลทฟอร์ม social สำหรับนักปฏิบัติธรรมที่สามารถแบ่งปันความรู้ด้านการปฏิบัติธรรมได้อีกด้วย

ทว่าโปรเจคนั้นก็ได้รับคำวิจารณ์พอสมควร เนื่องจากบนหน้าเว็บหลักนั้นก่อนหน้านี้ได้มีการใช้ภาพของพระธัมมชโย หรืออดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายที่โดนหมายจับจาก DSI เล่นงานอยู่ และยังมีหลักฐานเอาผิดว่าพระธัมมชโยนั้นมีส่วนรู้เห็นในการฟอกเงินอีกด้วย

นาย Anton Doos หรือผู้ก่อตั้งร่วมของ Lotos Network ได้ทำการติดต่อทีมงานสยามบล็อกเชนเพื่อชี้แจงถึงเจตจำนงที่แท้จริงในการนำเอารูปของพระธัมมชโยขึ้นมาไว้บนเว็บไซต์ก่อนหน้านี้ โดยเขาบอกว่าสาเหตุนั้นเป็นเพราะว่าพระธัมมชโยเป็นตัวอย่างในเรื่องของการคอรัปชันในศาสนาพุทธจึงนำรูปดังกล่าวขึ้นไปไว้บนเว็บเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับโปรเจคตัวเอง โดยหลังจากที่คนเข้าใจผิดถึงจุดประสงค์หลักดังกล่าวแล้ว ทำให้เขาต้องเปลี่ยนไปใช้รูปหลวงตามหาบัวที่เป็นบุคคลตัวอย่างที่ดีในพุทธศาสนาแทน

ในการให้สัมภาษณ์กับสยามบล็อกเชน นาย Doos กล่าวว่า

“ธัมมชโยเป็นตัวอย่างในเรื่องของทั้งคอรัปชั่นและ ในศาสนาพุทธ ทั้งสองปัญหาชี้ไปหาเค้า เราไม่สามารถให้การรับรองเค้า ตั้งแต่ทุกคนพากันคิดว่าเราเกี่ยวข้องกับเขาโดยใช้รูปเขา (เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับธรรมชัยโย) เราจึงได้เปลี่ยนรูปไปใช้รูปพระท่านอื่นที่เราคิดว่าจะสามารถเป็นตัวแทนของครูที่จะอยู่ในระบบของเรา นั่นคือ หลวงตามหาบัว เราเปลี่ยนรูปเป็นบุคคลที่เราเชื่อว่ามีคุณสมบัติที่ดีในทางพระพุทธศาสนาจะดีกว่าการเลือกใช้รูปบุคคลที่เป็นตัวอย่างของปัญหาในพระพุทธศาสนา”

เมื่อถามถึงความเห็นเกี่ยวกับพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกายว่าเป็นอย่างไร เขาตอบว่าสองสิ่งนี้เป็นปัญหาหลักๆในวงการพุทธศาสนาที่นาย Doos และ Lotos Network พยายามที่จะแก้ไขมันด้วยเทคโนโลยี Blockchain โดยเฉพาะโปรเจคของพวกเขาในการนำเอา digital asset มาช่วยในด้านการบริจาคให้กับวัด โดยเขากล่าวว่าเมื่อเหรียญถูกนำมาส่งผ่าน blockchain ไปแล้วนั้น คนที่รับบริจาคไปก็จะไม่สามารถที่จะนำมันไปใช้ในทางที่มิชอบหรือโกหกได้ เนื่องจากว่าทุกๆคนจะสามารถตรวจสอบได้หมดว่าเงินตรงส่วนนั้นถูกนำไปทำอะไรบ้าง พร้อมทั้งยกตัวอย่างที่เกิดกับญาติของเขาที่ถูกวัดพระธรรมกายโกงเงินไปแล้วกว่า 500,000 บาท โดยเขากล่าวว่า

“ฉันคิดว่าทั้งพระธรรมชัยโย และวัดพระธรรมกายเป็นสิ่งที่ Lotos Network พยายามจะแก้ไข ในส่วนของวันพระธรรมกาย โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่ามีการคอรัปชั่น ป้าของแฟนฉันถูกโกงเงินจำนวนห้าแสนบาทจากวัดนี้

ดังนั้นถ้าการบันทึกเส้นทางเงินได้รับการเปลี่ยนแปลง ถ้าเหรียญถูกส่งผ่านโดยบล็อคเชนจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือโกหกได้ และถูกตรวจสอบได้โดยทุกคน เราทุกคนรู้อยู่แล้วว่ามีการฉ้อโกงในวัดทำให้ความเชื่อต่อวัดในพระพุทธศาสนาเสื่อมถอย ถ้าหากใช้ระบบนี้ทำให้ทุกคนสามารถรู้ได้ว่าวัดที่ตนเองทำบุญนั้นเป็นวัดดีหรือวัดโกงก่อนที่จะสายเกินไป นี่คือระบบที่เป็นจุดแข็งของบล็อคเชน”

นาย Doos ยังสนับสนุนให้พระธัมมชโยที่กำลังหลบหนีอยู่กลับมาเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ว่าถ้าหากเขาไม่ผิดจริงก็ไม่จำเป็นต้องหนี

“เกี่ยวกับพระธรรมชัยโย ในความคิดของฉันคิดว่าเขาก็คอรัป เขาต้องมาขึ้นศาลเพื่อพิสูจน์ตนเองหรือรับความผิดตามกระบวนการศาลต่อไป”

[rsnippet id=”1″ name=”AdSense In-article ad 1″]

ประวัติย่อๆของ Anton Doos

นาย Anton Doos เรียกตัวเองว่าเป็น “พหูสูต” ที่รักในศาสนาพุทธมากๆ เขาได้ปฏิบัติกรรมฐานมาแล้วเป็นเวลากว่า 15 ปี

เมื่อตอนเขาอายุ 14 ปี เขาได้ก่อตั้งบริษัทผู้ให้บริการด้านการออกแบบเว็บไซต์ หลังจากนั้นตอนเขาอายุ 20 ปี เขาได้ไปทำงานเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศจีนมาแล้ว ในปี 2014 เขาได้ออกแบบวีดีโอเกมที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ และในปี 2015 บริษัทที่เขาช่วยบริหารร่วมกับ Michael เพื่อนของเขาก็ได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ทาง Forbes และ BBC ต้องนำไปทำข่าว อย่างเช่น CubeSats และหุ่นยนต์ DARPA อีกด้วย

ปัจจุบันนาย Doos อาศัยอยู่กับแฟนชาวไทยของเขาในเชียงใหม่ และกำลังสร้างโปรเจค Lotos Network นี้กับเพื่อนๆและหุ้นส่วนของเขา

เหรียญกรรม หรือ Karma Token และการขาย ICO

แม้ว่าเหรียญ Karma Token จะอยู่บนเทคโนโลยี ERC20 Token ของ Ethereum ที่มีโอกาสจะนำไปเปิดขาย ICO ได้ แต่ทาง Lotos Network นั้นก็กล่าวว่าโปรเจคดังกล่าวนั้นยังอยู่ในช่วงพัฒนา และยังไม่ได้กำหนดแผนการว่าจะเปิดขายเหรียญดังกล่าวเมื่อไร

พร้อมทั้งแนะนำให้ผู้ที่สนใจในโปรเจคของ Lotos Network เข้าไปร่วมกลุ่ม Slack ของพวกเขาเพื่อติดตามข่าวสารได้

“เรายังไม่รู้วันเปิดตัวที่แน่นอน Lotos ยังคงเป็นกระบวนการแรกที่เราพัฒนาจากแนวคิดของเรา โดยเฉพาะเรากำลังจดจ่ออยู่กับโครงสร้างองค์กรและธุรกิจ ถ้ามีใครที่อ่านบทความของพวกเราและต้องการที่จะช่วยแสดงความเห็นหรือจุดประกายบางอย่าง สามารถเข้าร่วมกับเราได้ที่ Slack โดยตรง”

กล่าวโดยนาย Doos

ที่น่าสนใจคือ ทางทีมงานดังกล่าวยังมีไอเดียในการสร้างแพลทฟอร์มในการช่วยให้ผู้ที่ปฏิบัติสมาธินั้นสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ โดยระบบของ Lotos Network นั้นจะเป็นการนำเอาอุปกรณ์ด้านการปฏิบัติธรรมมาช่วยอำนวยความสะดวก ซึ่งแพคเกจนั้นจะถูกเรียกว่า Meditation Node ซึ่งจะประกอบไปด้วยแท็บเล็ต, ขาตั้ง และเบาะนั่งทำสมาธิ นาย Doos กล่าวว่าทางพวกเขาจะสร้างออกมาแค่แอพ, ขาตั้ง และเบาะเท่านั้น ส่วนผู้ใช้งานสามารถที่จะหาแท็บเล็ตของตัวเองมาติดตั้งแอพดังกล่าวเพื่อใช้งานได้เอง

“เราไม่ได้เป็นโรงงานในการผลิตอุปกรณ์ เราจะประกอบ 3 อย่างเข้าด้วยกัน ก็คือ ที่นั่งสำหรับทำสมาธิ แท่นวางแท็ปเล็ต และเครื่องที่มีโปรแกรมของเราอยู่แล้ว และสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ต้องการซื้อเครื่องจากเรา คุณสามารถใช้เครื่องที่คุณมีอยู่แล้ว หลัก ๆ เราเพียงต้องการที่จะสร้างสิ่งที่ทำให้ง่ายต่อการทำสมาธิที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราไม่ได้ต้องการสร้างกำไรจากตรงนี้ หรือแม้กระทั่งเราต้องขาดทุน เราก็ยังคงจะทำต่อไป”

กล่าวโดยนาย Doos

[rsnippet id=”1″ name=”AdSense In-article ad 1″]

แอพสำหรับแท็บเล็ตนั้นจะเป็นแอพด้าน social network สำหรับให้นักทำสมาธิสามารถเชื่อมต่อกันได้ทั่วโลก เพื่อแบ่งปันความรู้และคอร์สการทำสมาธิ ซึ่งในปัจจุบันนั้นยังไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา แต่ก็มีการร่างดีไซน์ออกมาแล้ว

นาย Doos ยังได้แนะนำผู้ทำสมาธิว่าควรที่จะเข้าถึงหลักคำสอนที่แท้จริงด้วยการหาที่ทำสมาธิที่ไร้สิ่งรบกวน อาจจะเป็นในบ้านหรือที่ทำงาน และเขาเชื่อว่าอุปกรณ์ hardware ที่เขาสร้างขึ้นมานั้นจะสามารถช่วยลดสิ่งรบกวนรอบตัวได้ และจะช่วยให้การทำสมาธิเป็นไปด้วยความง่ายยิ่งขึ้น นาย Doos กล่าวสรุปว่า

“อย่างแรกเลย ฉันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่คนจะต้องมีสถานที่ในบ้านหรือว่าที่ทำงานที่สามารถทำสมาธิได้โดยที่ปราศจากสิ่งรบกวนจิตใจ ปัจจุบันมีสิ่งกระตุ้นหลากหลายอย่างในชีวิตคนเราที่ทำให้รบกวนการทำสมาธิ นั่นทำให้เกิดการสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อทำให้เอื้อต่อการฝึกสมาธิ”

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น