<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

จากการแบนโฆษณาคริปโตสู่การสร้างเหรียญของตัวเอง: Facebook มีทัศนคติที่เปลี่ยนไปมากขนาดไหน

รายงานจาก Bloomberg เผยว่าในตอนนี้ Facebook กำลังสร้าง Stablecoin สำหรับผู้ใช้งาน WhatsApp โดยเหรียญคริปโตดังกล่าวจะใช้สำหรับการโอนเงินภายในแอป ฯ และจะเน้นไปที่ตลาดของอินเดียเป็นหลัก

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก่อให้เกิดความฉงนเพราะก่อนหน้านี้ Facebook เคยออกมาประกาศว่าแบนการโฆษณาเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีทุกอย่างในช่วงเดือนมกราคมแต่หลังจากนั้นก็ปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นตรงกันข้ามในเดือนมิถุนายน

โดยทาง Cointelegraph ได้นำหัวข้อด้านล่างต่อไปนี้มาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของ Facebook ที่มีต่อคริปโตเคอร์เรนซีและ Blockchain ที่พัฒนาไปตลอดปี 2018

มกราคม: ผู้ก่อตั้ง Facebook นาย Mark Zuckerberg แบนโฆษณาที่เกี่ยวกับคริปโตทุกอัน

ในวันที่ 4 มกราคม นาย Mark Zuckerberg ประกาศว่าจะปรับปรุง Facebook เพราะตลอดทั้งปีนี้ Facebook ประสบปัญหามากมายตลอด โดยเฉพาะในเรื่องของความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน Facebook ที่เขาได้ออกมาแถลงการณ์ต่อหน้าสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกาซึ่งในตอนนั้นเขามีทัศนคติที่ดีต่อคริปโตเคอร์เรนซีและกล่าวว่าการเข้ารหัสและคริปโตเคอร์เรนซีเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ เขาโพสต์ใน Facebook ของตนว่า:

“ในตอนนี้มันมีเทรนด์ที่สำคัญ เช่น การเข้ารหัสและคริปโตเคอร์เรนซี ที่จะนำอำนาจจากส่วนกลางเข้ามาสู่ประชาชนอย่างแท้จริง ผมมีความสนใจที่จะศึกษาในเรื่องนี้ให้ลึกมากยิ่งขึ้นทั้งในแง่มุมเชิงบวกและเชิงลบของเทคโนโลยีเหล่านี้และสามารถที่จะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ประโยชน์กับการให้บริการของเราได้อย่างไรบ้าง”

อย่างไรก็ตามในวันที่ 30 มกราคม ในคำแถลงการณ์จาก Facebook ได้ประกาศว่า Facebook จะแบนโฆษณาที่เป็นการหลอกลวงหรือทำให้คนเข้าใจผิดทั้งหมดโดยเฉพาะโฆษณาเกี่ยวกับ ICO และคริปโตเคอร์เรนซี นาย Rob Leathern ผู้จัดการด้านผลิตภัณฑ์ของ Facebook ได้ออกมาอธิบายถึงการตัดสินใจของบริษัทว่า:

“เราต้องการให้ผู้คนเห็นว่าการโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือบริการต่าง ๆ ผ่านทาง Facebook นั้นมีความปลอดภัยและไม่ต้องกลัวว่ามันจะเป็นการฉ้อฉลหรือหลอกลวง ซึ่งในตอนนี้มันมีหลายบริษัทที่โฆษณาเกี่ยวกับ ICO และคริปโตเคอร์เรนซีที่ไม่ได้ดำเนินการอย่างสุจริต”

การแบนในครั้งนี้คือเป็นการแบนการโฆษณาทุกอย่างที่เกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีที่ปรากฏอยู่ในแพลตฟอร์มของ Facebook รวมไปถึงใน Instagram และ Audience Networks ด้วย

การเคลื่อนไหวของ Facebook รอบนี้ดูเหมือนจะเป็นไปตามท่าทีของ SEC สหรัฐอเมริกาที่ก่อนหน้านี้ในปี 2017 นาย Jay Clayton ประธาน SEC แห่งสหรัฐ ฯ ได้ออกมาประกาศว่าการลงทุนในคริปโตและ ICO เป็นการฉ้อฉลและเป็นการปั่นตลาดคริปโตเคอร์เรนซีและ ICO โดยอาศัยความนิยมของผู้คน

โดยทั้ง Google และ Twitter ก็ได้ออกมาแบนตาม Facebook ด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ราคาของ BTC ลดลงจาก $11,200 เป็น  $8,800 ภายในระยะเวลาไม่กี่วันหลังจากมีประกาศออกมา

เดือนกุมภาพันธ์: หัวหน้าฝ่าย Messager ของ Facebook ออกมาประกาศว่าไม่มีการวางแผนในเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคริปโต

ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ของ CNBC กับนาย David Marcus หัวหน้าฝ่าย Messenger ของ Facebook และคณะกรรมการของ Coinbase กล่าวว่ามันคงใช้เวลาอีกนานกว่าทาง Messenger จะหันมาสนใจในคริปโตเคอร์เรนซี

ทั้งนี้เขากล่าวต่อไปว่า:

“การชำระเงินด้วยคริปโตตอนนี้ยังคงมีราคาที่สูงและช้า เนื่องจากบางกรณีเราใช้ Blockchain กันคนละตัวและใช้สินทรัพย์คนละอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าเราเพิกเฉย ในอนาคตเราอาจจะให้บริการชำระเงินด้วยคริปโตก็ได้ ”

นอกจากนี้นาย Marcus ยังกล่าวอธิบายถึงการที่ Facebook ตัดสินใจแบนโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับคริปโตว่า:

“พวกเราต้องการที่จะปกป้องชุมชนซึ่งเป็นหน้าที่หลักของเรา คนที่ทำการอย่างถูกต้องตามกฎหมายในเรื่องของคริปโตที่ผมได้เข้าไปพูดคุยด้วยอย่างน้อยพวกเขาก็ขอบคุณผมที่ทางเราได้ออกมาเคลื่อนไหวเช่นนั้น เพราะว่าการโฆษณาส่วนใหญ่มันเป็นการหลอกลวงซึ่งเราก็ไม่สามารถจะอนุญาตให้การหลอกลวงฉ้อฉลเช่นนั้นปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มของเราต่อไปได้ ”

อย่างไรก็ตามเขากล่าวต่อไปว่า “นโยบายของทางเราอาจปรับเปลี่ยนหากอุตสาหกรรมด้านคริปโตมันถูกกฎหมายแล้วและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ต้องการโฆษณาบนแพลตฟอร์มของเรามันไม่ได้ผิดกฎหมายแล้วเราอาจจะอนุญาตให้ทำการโฆษณาได้ ”

เดือนพฤษภาคม: Facebook สร้างทีมงาน Blockchain ข่าวลือว่า Facebook จะเปิดตัวเหรียญคริปโตของตัวเองมีออกมาให้เห็นเรื่อย ๆ

ในวันที่ 8 เดือนพฤษภาคม Facebook เผยเตรียมแผนการณ์เกี่ยวกับ Blockchain โดยนาย David Marcus ประกาศว่าเขาจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นภายในบริษัทเพื่อทำเกี่ยวกับ Blockchain นี้เอง

“ผมจัดตั้งกลุ่มเล็ก ๆ ขึ้นเพื่อศึกษาว่าเทคโนโลยี Blockchain จะนำมาใช้กับ Facebook ได้อย่างไรบ้าง” นาย Marcus กล่าวในเพจส่วนตัวของเขา

ไม่กี่วันให้หลัง วันที่ 11 พฤษภาคม อ้างอิงจากสื่อข่าว Cheddar รายงานว่าทาง Facebook กำลังดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อเปิดตัวเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีของตัวเองเพื่อให้ผู้ใช้งานกว่า 2 พันล้านคนได้เห็น

“ก็เหมือนกับบริษัทอื่น ๆ คือทาง Facebook กำลังทำการสำรวจแนวทางที่จะนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้ ซึ่งเราก็กำลังสำรวจในหลาย ๆ แง่จึงไม่สามารถที่จะออกมากล่าวอะไรได้มากไปกว่านี้ ”

เดือนมิถุนายน: Facebook เลิกแบนโฆษณาเกี่ยวกับคริปโต

ในวันที่ 26 มิถุนายน Facebook เปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อคริปโตโดยได้ปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ซึ่งอนุญาตให้มีการโฆษณาเกี่ยวกับคริปโตบนแพลตฟอร์มของ Facebook ได้ แต่ยังคงแบนโฆษณาเกี่ยวกับ ICOs อยู่

ในคำแถลงการณ์ Facebook กล่าวว่าตอนนี้ทาง Facebook กำลังพิจารณาเกี่ยวกับโฆษณาคริปโตซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไปและจะอนุญาตให้โฆษณาที่มีความปลอดภัยเท่านั้นที่จะสามารถโฆษณาบนแพลตฟอร์มของ Facebook ได้

Facebook ได้ทำการพิจารณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ถูกห้ามและนโยบายการให้บริการใหม่ โดยกล่าวว่า:

“ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายนเป็นต้นไป เราจะอนุญาตให้บางโฆษณาสามารถทำการโฆษณาเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีได้แต่เรายังคงห้ามทำการโฆษณาเกี่ยวกับ ICOs อยู่”

นโยบายใหม่นี้ ผู้ทำการโฆษณาจะต้องยื่นคำร้องขอต่อทาง Facebook เพื่อพิจารณาก่อนที่จะทำการโฆษณา ผู้ทำการโฆษณาจะต้องแนบใบอนุญาตที่ตนได้รับมาด้วยว่าได้รับอนุญาตให้ทำการเทรดใน public stock exchange หรือไม่รวมถึงประวัติการทำธุรกิจอื่น ๆ ทั้งนี้ Facebook ได้เน้นย้ำว่าไม่สามารถที่จะอนุญาตให้ทุกคนทำการโฆษณาตามอำเภอใจได้

เดือนกรกฎาคม: หัวหน้าฝ่ายวิศวกรของ Facebook ย้ายไปทำงานกับทีม Blockchain

ในวันที่ 6 กรกฎาคม นาย Evan Cheng หัวหน้าฝ่ายวิศวกรของ Facebook ย้ายมาทำงานในตำแหน่งเดิมกับทีมงาน Blockchain ที่ก่อตั้งใน Facebook ซึ่งนำทีมโดยนาย David Marcus ทั้งนี้นาย Evan Cheng ได้โพสต์การย้ายตำแหน่งดังกล่าวไว้ใน Linkedln ของตนเองด้วย

ก่อนหน้านี้นาย Cheng ได้ทำงานเกี่ยวกับภาษาโปรแกรมให้กับ Facebook เป็นระยะเวลา 3 ปีและก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานกับทาง Facebook เขาก็ได้ทำงานอยู่ในทีมงานวิศวกรให้กับ Apple เป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี

เดือนสิงหาคม: นาย Marcus ลาออกจาก Coinbase เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์และทาง Facebook ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ร่วมงานกับทาง Stellar

ในวันที่ 10 สิงหาคม นาย Marcus ออกมาประกาศว่าเขาได้ลาออกจากการเป็นคณะกรรมการใน Coinbase เรียบร้อยแล้ว เขากล่าวว่า:

“จากการที่ผมได้ก่อตั้งทีมงาน Blockchain ใน Facebook ผมจึงตัดสินใจว่าการลาออกจากตำแหน่งคณะกรรมการใน Coinbase เป็นสิ่งที่เหมาะสม ทั้งนี้ผมรู้สึกประทับใจในความสามารถและการทำงานของทีมงานระหว่างที่ผมได้ดำรงตำแหน่งเป็นอย่างมากและหวังว่าทางทีมงานจะประสบความสำเร็จในทุก ๆ สิ่งที่ตั้งใจไว้ ”

อย่างไรก็ตาม อ้างอิงจากโฆษกของ CNBC การเคลื่อนไหวดังกล่าวของนาย Marcus เป็นไปเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์

ในวันที่ 10 สิงหาคม Business Insider ได้รายงานว่า Facebook และ Stellar (เป็น Decentralized Protocol สำหรับการโอนเงินดิจิทัลและเงิน Fiat ข้ามประเทศ) กำลังร่วมมือกันโดยทาง Facebook จะใช้ Blockchain ของ Stellar

อย่างไรก็ตาม Facebook ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เข้าไปพูดคุยอะไรกับทาง Stellar เลย และไม่ได้คิดที่จะสร้างอะไรบน Blockchain ของ Stellar ด้วยเช่นกัน

เดือนธันวาคม: มีข่าวลืออย่างหนาหูออกมาว่าทางทีมงาน Blockchain ของ Facebook กำลังสร้าง Stablecoin ให้กับ WhatsApp

ในเดือนธันวาคม Facebook ได้ออกมาประกาศรับสมัครตำแหน่งเกี่ยวกับ Blockchain เพิ่ม 5 ตำแหน่งซึ่งก็ปิดรับสมัครเกือบทุกตำแหน่งแล้วในตอนนี้

ตำแหน่งที่ยังคงว่างอยู่คือ business development lead ซึ่งผู้ที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ได้จะต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี Blockchain เพื่อที่จะให้ข้อมูลกับทาง Facebook ได้ว่า Roadmap ของผลิตภัณฑ์ควรเป็นไปในทิศทางไหนรวมถึงดำเนินการตามแผนที่วางไว้ได้

ในทีมงาน Blockchain นำโดยนาย David Marcus มีผู้ร่วมทีมอยู่ประมาณ 40 คน เป้าหมายของการตั้งทีมขึ้นก็เพื่อให้ผู้คนกว่าพันล้านคนสามารถเข้าถึงสิ่งที่พวกเขายังไม่สามารถเข้าถึงได้ในตอนนี้

ต่อมาในเดือนธันวาคม ข่าวลือว่า Facebook จะสร้างคริปโตของตนก็ปรากฏให้เห็นเรื่อย ๆ โดยนาย Cheddar กล่าวว่าทางทีมงานได้เกิดไอเดียขึ้นว่าอยากที่จะสร้างเงินดิจิทัลของตัวเอง

ต่อมาในวันที่ 21 ธันวาคม Facebook ก็ได้วางแผนสร้างคริปโตเคอร์เรนซีให้กับผู้ใช้งาน WhatsApp

โดยเหรียญดังกล่าวจะทำให้ผู้ใช้งานสามารถโอนเงินผ่านทาง WhatsApp ได้และจะเจาะตลาดไปที่ตลาดอินเดียที่มีผู้ใช้งาน WhatsApp มากกว่า 200 ล้านคน อ้างอิงจากรายงานของ World Bank ประเทศอินเดียมีรายได้ประมาณ $69 พันล้านจากการโอนเงินข้ามประเทศในปี 2017 คิดเป็น 2.8 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ของประเทศ

นอกจากนั้นแล้วยังมีรายงานออกมาว่า Facebook ได้พัฒนา Stablecoin ซึ่งอาจจะยังไม่ได้เปิดตัวออกมาให้เห็นในเร็ว ๆ นี้เพราะทางบริษัทกำลังพิจารณาว่าเหรียญ Stablecoin ดังกล่าวจะนำไปยึดกับค่าเงินของประเทศใด

ทั้งนี้ทาง Facebook ได้ออกมาประกาศเช่นเดียวกับประกาศในครั้งก่อนตอนที่มีข่าวลือว่า Facebook กำลังสร้างเหรียญคริปโตของตนเอง โดยกล่าวว่า: “ก็เหมือนกับบริษัทอื่น ๆ คือทาง Facebook กำลังทำการสำรวจแนวทางที่จะนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้ ซึ่งเราก็กำลังสำรวจในหลาย ๆ แง่จึงไม่สามารถที่จะออกมากล่าวอะไรได้มากไปกว่านี้ ”

ที่มา cointelegraph

Read previous post:

บทความวิเครา...

Close