สรุปข่าว
- ยอดสั่งสินค้าคงทนสหรัฐฯ (Durable Goods Orders) เดือนล่าสุด ออกมาที่ +0.8% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 0.4% และฟื้นตัวแรงจากตัวเลขเดือนก่อนที่ -1.3%
- ตัวเลขที่ดีกว่าคาดสะท้อนว่าภาคการผลิตสหรัฐฯ ยังมีแรงส่ง ลดความคาดหวังที่ Fed จะรีบลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น
- Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ $77,128 (+1.21%) และ Ethereum ที่ $2,313.8 (+1.77%) แต่แรงกดดันจากดอลลาร์แข็งอาจชะลอโมเมนตัมขาขึ้นในระยะสั้น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ตัวเลขยอดสั่งสินค้าคงทนที่ออกมาดีกว่าคาดบ่งชี้ว่าภาคธุรกิจสหรัฐฯ ยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง ลดแรงกดดันให้ Fed ต้องรีบปรับลดดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นในสภาวะแบบนี้มักกดดันราคา Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น
เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2569 เวลา 20:30 น. ตามเวลาไทย (8:30 AM EST) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานตัวเลขยอดสั่งสินค้าคงทน (Durable Goods Orders วัดมูลค่าคำสั่งซื้อสินค้าที่มีอายุการใช้งาน 3 ปีขึ้นไป เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์การบิน และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เป็นสัญญาณบ่งชี้ความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคธุรกิจ) ประจำเดือนล่าสุดออกมาที่ +0.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สูงกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 0.4% อย่างชัดเจน และยังพลิกฟื้นอย่างแข็งแกร่งจากตัวเลขเดือนก่อนที่ติดลบอยู่ที่ -1.3%
ณ ช่วงเวลาที่ข้อมูลออกมา Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ $77,128 บวกอยู่ 1.21% ใน 24 ชั่วโมง ขณะที่ Ethereum อยู่ที่ $2,313.8 บวก 1.77% อย่างไรก็ตามทิศทางของตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งครั้งนี้อาจเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาใกล้ชิด
ตัวเลขดีกว่าคาดหมายความว่าอะไรต่อนโยบาย Fed
ในการวิเคราะห์ตัวเลขยอดสั่งสินค้าคงทน นักเศรษฐศาสตร์มักเน้นไปที่ยอดสั่งสินค้าทุนพื้นฐาน (Core Capital Goods Orders) ซึ่งตัดคำสั่งซื้ออาวุธและเครื่องบินออก เนื่องจากสองรายการนี้มีมูลค่าสูงและผันผวนมากจนบิดเบือนภาพรวมได้ ตัวเลขแกนกลางนี้คือสัญญาณที่แท้จริงของความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชน
เมื่อยอดสั่งสินค้าคงทนรวมออกมาที่ +0.8% สูงกว่าคาดเกือบเท่าตัว บวกกับการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากเดือนก่อนที่ -1.3% สัญญาณที่ส่งออกมาชัดเจนว่าภาคธุรกิจสหรัฐฯ กลับมาเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรอีกครั้ง นั่นหมายความว่าผู้บริหารองค์กรยังมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่อเนื่อง ผลที่ตามมาคือ Fed แทบไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรีบปรับลดอัตราดอกเบี้ย Fed (ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ) ในการประชุมรอบหน้า
ผลกระทบต่อตลาดคริปโตในระยะสั้น
ตัวเลขที่ดีกว่าคาดจากภาคการผลิตสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความยืดหยุ่น ซึ่งในมุมมองของตลาดการเงินหมายความว่าดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะ เมื่อดอกเบี้ยสูงค่าเงินดอลลาร์มักแข็งค่า และเมื่อดอลลาร์แข็งค่า Bitcoin รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ มักเผชิญแรงกดดันขาลงในระยะสั้น เพราะนักลงทุนยังได้รับผลตอบแทนที่ดีจากพันธบัตรและเงินฝากดอลลาร์
สำหรับ Bitcoin ที่กำลังซื้อขายอยู่ที่ $77,128 และ Ethereum ที่ $2,313.8 โมเมนตัมขาขึ้นในระยะสั้นที่เห็นอยู่อาจถูกชะลอลงหากตลาดตีความว่าตัวเลขชุดนี้ผลักโอกาสการลดดอกเบี้ยออกไปอีก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับตัวเลขเศรษฐกิจชุดอื่น ๆ ที่ยังคงแข็งแกร่งในช่วงนี้ อย่างไรก็ตามผลกระทบจากตัวเลขยอดสั่งสินค้าคงทนเพียงตัวเดียวมักไม่รุนแรงพอที่จะพลิกทิศทางตลาดคริปโตในทันที จุดสำคัญที่ต้องติดตามต่อคือตัวเลขเงินเฟ้อและถ้อยแถลงจากเจ้าหน้าที่ Fed ในสัปดาห์ถัดไป
ระวังอย่าอ่านสัญญาณผิด ตัวเลขหัวข้อกับตัวเลขแกนกลางต่างกัน
สิ่งที่นักเทรดคริปโตและนักลงทุนควรระวังเป็นพิเศษกับตัวเลขยอดสั่งสินค้าคงทนคือ ตัวเลขหัวข้อที่ +0.8% อาจถูกบิดเบือนโดยคำสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้งหรืออุปกรณ์ป้องกันประเทศที่มีมูลค่าสูงผิดปกติในเดือนนั้น ๆ ดังนั้นนักวิเคราะห์ระดับสถาบันมักรอดูตัวเลข Core Capital Goods Orders (ยกเว้นอาวุธและเครื่องบิน) เป็นหลักก่อนสรุปภาพรวมการลงทุนภาคธุรกิจ หากตัวเลขแกนกลางนั้นก็แข็งแกร่งตาม สัญญาณ Bearish ต่อตลาดคริปโตก็จะยิ่งชัดเจนมากขึ้น
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าตัวเลขยอดสั่งสินค้าคงทนที่ออกมาดีกว่าคาดครั้งนี้ไม่ใช่สัญญาณที่คนถือ Bitcoin ควรยินดีมากนัก เพราะมันสื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งพอที่ Fed จะไม่รีบลดดอกเบี้ย และนั่นคือปัจจัยที่ดึงเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตในระยะสั้น
อย่างไรก็ตามผมยังไม่ได้มองว่านี่จะเป็นแรงกดดันระลอกใหญ่ เพราะตัวเลขนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของภาพรวม สิ่งที่น่าจับตาจริง ๆ ในช่วงนี้คือตัวเลข PCE สหรัฐฯ (ดัชนีวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญที่สุด) และถ้อยแถลงของประธาน Fed ในการประชุมรอบถัดไป ถ้าตัวเลขเหล่านั้นยังออกมาแข็งแกร่งต่อเนื่อง นั่นถึงจะเป็นแรงกดดันที่ชัดเจนต่อตลาดคริปโต สำหรับตอนนี้ผมแนะนำให้จับตาว่า Bitcoin จะสามารถรักษาแนวรับแถว $75,000 ได้หรือไม่ถ้าตลาดปรับฐาน
เครดิตภาพจาก @MCO_News
📅 ผู้ที่สนใจดูปฏิทินเศรษฐกิจ สามารถดูได้ที่นี่
