สรุปบทความ
- เวเนซุเอลาขอถอนทองคำ 31 ตัน มูลค่าเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์จากธนาคารแห่งประเทศอังกฤษไม่สำเร็จ คดียืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน
- รัสเซียถูกแช่แข็งทุนสำรองในรูปพันธบัตรสหรัฐฯ และยุโรปกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ภายในข้ามคืนหลังบุกยูเครนปี 2022
- Bitcoin บน self-custody คือสินทรัพย์ bearer ดิจิทัลที่ไม่มี counterparty risk ตราบใดที่ผู้ถือเก็บกุญแจส่วนตัวไว้เอง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา BULLISH
เรื่องนี้เป็น bullish ต่อ Bitcoin ในเชิงโครงสร้างระยะยาว เพราะตอกย้ำคุณสมบัติที่ Bitcoin มีเหนือสินทรัพย์ดั้งเดิม นั่นคือการไร้ counterparty risk เมื่อ self-custody เคสเวเนซุเอลาและรัสเซียกำลังผลักดันให้ทั้งประเทศและนักลงทุนรายย่อยทั่วโลกหันมาถือสินทรัพย์ที่ยึดไม่ได้ ซึ่งสนับสนุน thesis ของ Bitcoin ในฐานะ digital gold ที่แท้จริง
ลองจินตนาการดูว่า วันหนึ่งคุณเดินไปธนาคารเพื่อขอถอนทองคำของคุณเอง แต่พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ส่ายหัวแล้วบอกว่า “ขอโทษครับ ทองคำของคุณยังอยู่ตรงนี้นะ แต่เราไม่ให้คุณเอาออกไป” คุณจะรู้สึกอย่างไร?
นี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับประเทศเวเนซุเอลา ที่พยายามขอทองคำมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์คืนจากธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (Bank of England) แต่ถูกปฏิเสธ และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับรัสเซีย ที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ถูกแช่แข็งภายในข้ามคืน หลังบุกยูเครน
ถ้าระดับ “ประเทศ” ยังถูกริบทรัพย์ที่ตัวเองเป็นเจ้าของได้ในชั่วข้ามคืน แล้วนักลงทุนรายย่อยคนไทยที่ฝากทองคำไว้ในตู้เซฟต่างประเทศ ซื้อกองทุนทองคำผ่านโบรกเกอร์ หรือถือพันธบัตรสหรัฐฯ ผ่านคัสโตเดียน คิดว่าทรัพย์สินเหล่านั้นเป็น “ของคุณจริง ๆ” แค่ไหน?
เวเนซุเอลา VS อังกฤษ เมื่อทองคำในห้องนิรภัย ไม่ใช่ของคุณอีกต่อไป

ย้อนกลับไปในปี 2018 เวเนซุเอลามีทองคำสำรองประมาณ 31 ตัน มูลค่าประมาณ 1.95 พันล้านดอลลาร์ เก็บอยู่ในห้องนิรภัยของธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับฝากทองคำสำรองของชาติต่าง ๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เมื่อรัฐบาล Maduro ขอถอนทองคำกลับประเทศ คำตอบที่ได้คือ “ไม่” เหตุผลที่อังกฤษให้คือไม่รับรอง Maduro เป็นประธานาธิบดีที่ชอบธรรม คดีลากยาวขึ้นศาลสูงสุดของอังกฤษ และในปี 2022 ศาลก็ตัดสินสนับสนุนฝั่งคู่แข่งทางการเมืองคือ Juan Guaidó ผลคือทองคำของเวเนซุเอลายังคงนอนอยู่ในลอนดอนถึงทุกวันนี้ เจ้าของตามกฎหมายไม่สามารถเข้าถึงได้
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ Maduro เป็นคนดีหรือคนเลว ประเด็นคือ “ทองคำ” ที่คนทั้งโลกเชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สุด เป็นที่หลบภัยจากเงินเฟ้อ จากสงคราม จากวิกฤตการเมือง กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ในชั่วพริบตา เพียงเพราะมัน “นอนอยู่ในห้องนิรภัยของคนอื่น”
รัสเซีย กับ 3 แสนล้านดอลลาร์ที่หายไปข้ามคืน

กรณีรัสเซียยิ่งสะเทือนระบบการเงินโลกหนักกว่า เมื่อรัสเซียบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ชาติตะวันตกตอบโต้ด้วยการแช่แข็งทุนสำรองระหว่างประเทศของรัสเซียที่ถืออยู่ในสกุลเงินดอลลาร์และยูโร มูลค่ารวมราว 3 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่อยู่ในรูปพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และพันธบัตรยุโรป เก็บไว้ที่คัสโตเดียนในนิวยอร์ก ลอนดอน บรัสเซลส์ และปารีส
ภายในไม่กี่วัน เงินจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของทุนสำรองทั้งหมดของรัสเซียก็กลายเป็น “กระดาษเปล่า” ทันที รัสเซียไม่สามารถนำมาใช้จ่าย ไม่สามารถนำมาแลกคืน ไม่สามารถโอนได้ และล่าสุดสหภาพยุโรปยังพยายามผลักดันให้ใช้ดอกเบี้ยจากทุนสำรองที่ถูกแช่แข็งนี้ เป็นเงินช่วยยูเครนสู้สงครามอีกด้วย
นี่คือบทเรียนที่หนักหนาสาหัสของระบบการเงินโลก ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางของทุกชาติเชื่อมั่นว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ คือ “risk-free asset” หรือสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยงที่สุดในโลก แต่ปี 2022 ได้พิสูจน์ว่ามันไม่จริง พันธบัตรสหรัฐฯ มีความเสี่ยงเดียวที่ใหญ่กว่าทุกความเสี่ยง นั่นคือความเสี่ยงทางการเมืองจากผู้ออกเอง (counterparty risk)
นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้ “ถือ” ทองคำจริง

กลับมาที่บ้านเรา คนไทยรักทองคำเป็นชีวิตจิตใจ เวลาตลาดหุ้นพัง คริปโตร่วง คนแรกที่ทุกคนวิ่งหาคือ “ทองคำ” แต่คำถามคือ ทองคำที่คุณถืออยู่ตอนนี้ เป็นทองคำจริง ๆ หรือเป็นแค่ “กระดาษที่บอกว่าคุณเป็นเจ้าของทอง”?
ลองนับดูว่าคนไทยส่วนใหญ่ลงทุนทองคำผ่านช่องทางไหน
- กองทุนทองคำในประเทศ ที่ไปลงทุนต่อใน ETF ทองคำต่างประเทศ ซึ่งทองคำจริงนอนอยู่ที่ HSBC London หรือ JPMorgan New York
- Gold ETF ต่างประเทศโดยตรง เช่น GLD ที่ทองคำเก็บไว้ในห้องนิรภัยของ HSBC
- สัญญาฟิวเจอร์ทองคำ ที่ไม่มีทองคำจริงรองรับเลย
- บัญชีทองคำออนไลน์ของร้านทอง ที่บอกว่าซื้อแล้วเก็บให้
ในทุกกรณีข้างต้น คุณไม่ได้ “ถือ” ทองคำจริง คุณถือ “คำสัญญา” ของใครบางคนว่าจะให้ทองคำคุณคืน เมื่อคุณขอ และคำสัญญานั้นจะมีค่าก็ต่อเมื่อ ระบบการเมือง ระบบกฎหมาย ระบบธนาคาร และระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำงานปกติ
ถามตรง ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งเกิดวิกฤตระดับโลก เกิดสงครามใหญ่ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ คุณคิดว่าคุณจะเดินทางไปลอนดอนเพื่อเอาทองคำของคุณกลับมาได้จริงหรือ? ในเมื่อแม้แต่ “ประเทศ” ก็ยังเอาคืนไม่ได้เลย
Counterparty Risk ความเสี่ยงที่ที่ปรึกษาการเงินไทยไม่เคยพูด

ในตำราการเงินมีคำหนึ่งที่นักลงทุนไทยน้อยคนรู้จัก แต่มันคือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของสินทรัพย์ทุกชนิดที่ไม่ใช่ “bearer asset” คำนั้นคือ counterparty risk หรือความเสี่ยงจากคู่สัญญา
หลักการง่าย ๆ คือ ถ้าทรัพย์สินของคุณ ต้องอาศัย “คนอื่น” ในการรักษามูลค่า โอน ถอน หรือใช้งาน คนคนนั้นคือ counterparty ของคุณ และทุกครั้งที่มี counterparty ก็มีความเสี่ยงที่คนคนนั้นจะ ล้มละลาย ทุจริต ถูกกฎหมายบังคับให้ระงับบริการ ถูกแซงก์ชัน หรือเปลี่ยนใจไม่จ่ายคุณคืน
ลองมาไล่ดูว่าสินทรัพย์ที่นักลงทุนไทยถืออยู่ มี counterparty risk แค่ไหน
- เงินบาทในธนาคาร counterparty คือธนาคารพาณิชย์ + ธนาคารแห่งประเทศไทย + รัฐบาลไทย
- หุ้นในพอร์ต counterparty คือบริษัทผู้ออกหุ้น + โบรกเกอร์ + TSD ที่เก็บใบหุ้น
- พันธบัตรสหรัฐฯ counterparty คือรัฐบาลสหรัฐฯ + คัสโตเดียนในนิวยอร์ก
- กองทุนทองคำ counterparty คือ บลจ. + ETF ผู้ดูแล + ห้องนิรภัยในลอนดอน
- คริปโตบนเว็บกระดานเทรด counterparty คือเว็บกระดานเทรด (เคยเห็นเคส FTX กันแล้ว)
มีสินทรัพย์เพียงไม่กี่ชนิดในโลกนี้ที่ “ไม่มี counterparty” สินทรัพย์เหล่านั้นเรียกว่า bearer asset หรือสินทรัพย์ที่ใครถืออยู่ก็เป็นเจ้าของทันที ซึ่งในประวัติศาสตร์มีอยู่แค่สองอย่างคือ ทองคำที่อยู่ในมือคุณจริง ๆ และเงินสด
แต่ทั้งสองอย่างนี้ก็มีปัญหาในยุคดิจิทัล ทองคำหนัก โดนปล้นได้ ขนข้ามชายแดนยาก เงินสดเสื่อมค่าจากเงินเฟ้อทุกปี และในหลายประเทศการถือเงินสดจำนวนมากถูกจำกัดด้วยกฎหมาย
Bitcoin บนกุญแจส่วนตัว สินทรัพย์ bearer ดิจิทัลที่แท้จริง

นี่คือเหตุผลที่ Bitcoin ถูกออกแบบมาให้เป็น “bearer asset” ตัวแรกในยุคดิจิทัล ตราบใดที่คุณถือ private key หรือกุญแจส่วนตัวเอง 24 คำของ seed phrase ไม่มีใครในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด ธนาคารใด ศาลใด สามารถยึด Bitcoin ของคุณได้ เพราะมันไม่ได้อยู่ในความครอบครองของใครเลย
นี่คือสิ่งที่คนอย่าง Samson Mow แห่ง JAN3 พยายามจะสื่อสารกับคนทั่วโลก เคสเวเนซุเอลาและรัสเซียพิสูจน์ว่า “ทรัพย์สินที่อยู่ในห้องนิรภัยของคนอื่น ไม่ใช่ทรัพย์สินของคุณ” และในยุคที่โลกมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ การแช่แข็ง การยึด และการแซงก์ชัน จะเกิดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่น้อยลง
แน่นอนว่า Bitcoin ก็ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยง ราคามันผันผวน 50-80% ต่อปีก็เคยมาแล้ว แต่ความผันผวน (volatility) กับความเสี่ยงคู่สัญญา (counterparty risk) เป็นคนละเรื่องกัน Bitcoin อาจร่วงครึ่งหนึ่งใน 6 เดือน แต่มันจะไม่ “หายไป” จากกระเป๋าคุณ ไม่ “ถูกแช่แข็ง” จากศาลต่างประเทศ และไม่ “ถูกปฏิเสธให้ถอนคืน” จากธนาคารกลางต่างชาติ
Self-Custody ไม่ใช่ความหวาดระแวง แต่คือทักษะที่ต้องมีในศตวรรษที่ 21
ปัญหาคือคนไทยส่วนใหญ่ที่มี Bitcoin วันนี้ ก็ไม่ได้ self-custody อยู่ดี พวกเขาฝาก Bitcoin ไว้บน Bitkub บน Binance บน Coinbase ซึ่งในทางเทคนิคก็ไม่ต่างจากการฝากทองคำไว้ที่ Bank of England คุณไม่ได้ถือ Bitcoin คุณถือ “คำสัญญา” ของเว็บกระดานเทรดว่าจะคืน Bitcoin ให้คุณ
คนที่เคยเก็บเหรียญไว้บน FTX, Celsius, BlockFi, Mt.Gox รู้ดีว่าเรื่องนี้จบลงอย่างไร และถ้าคุณคิดว่า “เว็บไทยปลอดภัยกว่านะ มี ก.ล.ต. คุม” ลองคิดให้ลึกอีกขั้น ในวันที่รัฐบาลตัดสินใจออกกฎใหม่ ออก CBDC แล้วบังคับให้ทุกธุรกรรมต้องผ่านบัญชีกลาง คุณคิดว่าเว็บกระดานเทรดในไทยจะยืนข้างคุณ หรือยืนข้างรัฐบาล?
การ self-custody ไม่ได้แปลว่าคุณต้องเป็นพวกหวาดระแวงโลก ไม่ได้แปลว่าคุณต้องไม่เชื่อใครเลย มันแค่แปลว่าคุณ “กระจายความเสี่ยง” อย่างที่ทุกตำราการลงทุนสอน นั่นคืออย่าฝากไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าของคนอื่น
มี Bitcoin บนเว็บกระดานเทรดสัก 20-30% เพื่อความสะดวกในการเทรด แต่ส่วนที่เหลือควรย้ายไปที่ hardware wallet อย่าง Ledger หรือ Trezor หรือใช้ multi-sig wallet ที่ต้องใช้กุญแจหลายตัวในการเซ็น เพื่อให้แม้คุณทำกุญแจหนึ่งหายก็ยังไม่สูญทรัพย์ทั้งหมด
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าเรื่องนี้คือ “คำเตือนระดับประวัติศาสตร์” ที่นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ฟังไม่เคยจับใจความ เราถูกสอนมาว่าทองคำคือ safe haven พันธบัตรสหรัฐฯ คือ risk-free asset แต่ตำราเล่มนั้นถูกเขียนในยุคที่โลกยังเชื่อใจกันมากกว่านี้
โลกเปลี่ยนไปแล้วครับ ปี 2022 คือปีที่กฎเกมเปลี่ยน เมื่อชาติตะวันตกตัดสินใจใช้ระบบการเงินดอลลาร์เป็นอาวุธสงคราม การแซงก์ชันรัสเซียส่งสัญญาณชัดเจนถึงทุกประเทศนอกระบบดอลลาร์ว่า “ถ้าวันหนึ่งเราไม่ชอบขี้หน้าคุณ ทรัพย์สินของคุณในประเทศเรา จะหายไปได้ทันที” ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจีน รัสเซีย ตุรกี อินเดีย และอีกหลายประเทศ ถึงเร่งสะสมทองคำกลับเข้าประเทศตัวเอง และทำไมธนาคารกลางหลายแห่งถึงเริ่มศึกษาการถือ Bitcoin เป็นทุนสำรอง
คำถามที่ผมอยากให้นักลงทุนไทยถามตัวเองคือ ถ้า “ประเทศ” ยังต้องคิดเรื่องนี้ แล้วทำไมเราในฐานะปัจเจกบุคคลถึงไม่คิด? เราฝากทองคำไว้ในกองทุนต่างประเทศ ฝากเงินไว้ในธนาคารที่อาจถูกบังคับใช้ CBDC ในอนาคต ฝากคริปโตไว้บนเว็บกระดานเทรดที่ติดอยู่ระหว่างกฎหมายไทยกับกฎหมายต่างประเทศ แล้วเราคิดว่าทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นของเราจริง ๆ?
ผมไม่ได้บอกให้ทุกคนต้องเทขายทองคำ ขายหุ้น ถอนเงินทั้งหมด แล้วเอาไป self-custody Bitcoin ทั้งพอร์ต นั่นคือความสุดโต่งที่ผมไม่เห็นด้วย แต่ผมอยากให้ทุกคน “ถามคำถามที่ถูกต้อง” เกี่ยวกับทรัพย์สินของตัวเอง ใครคือ counterparty ของผม? counterparty คนนั้นมีอำนาจอะไรเหนือทรัพย์สินผม? ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด counterparty คนนั้นจะยืนข้างผมหรือไม่?
ถ้าคำตอบทำให้คุณนอนไม่หลับ บางที 5-10% ของพอร์ตในรูป Bitcoin ที่ self-custody เอง อาจเป็นกรมธรรม์ประกันที่ดีที่สุดที่คุณจะหาได้ในศตวรรษนี้ ไม่ใช่เพราะ Bitcoin ราคาจะขึ้น แต่เพราะมันคือสินทรัพย์ชนิดเดียวที่ “ไม่มีใครเอาไปจากคุณได้” แม้แต่ในวันที่โลกพังทลาย
เวเนซุเอลาเรียนรู้บทเรียนนี้จากการเสียทองคำ 31 ตัน รัสเซียเรียนรู้บทเรียนนี้จากการเสีย 3 แสนล้านดอลลาร์ คำถามคือ คนไทยจะเรียนรู้บทเรียนนี้จากอะไร?
ภาพจาก AI
