bitkub-banner

BlackRock จี้ OCC ยกเลิกเพดาน 20% สินทรัพย์สำรองโทเคนใน GENIUS Act

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • BlackRock ยื่นจดหมาย 17 หน้าถึง OCC เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2569 ขอให้ยกเลิกข้อเสนอกำหนดเพดานสินทรัพย์สำรองในรูปโทเคนที่ 20% ภายใต้กฎระเบียบการนำ GENIUS Act ไปปฏิบัติ
  • BlackRock ระบุว่าเพดาน 20% เป็นข้อกำหนดที่ไม่จำเป็นต่อเป้าหมายด้านกฎระเบียย พร้อมโต้แย้งว่าความเสี่ยงของสำรองควรประเมินจากคุณภาพสินเชื่อ ระยะเวลา และสภาพคล่อง ไม่ใช่สัดส่วนตายตัว
  • จุดเชื่อมโยงสำคัญคือกองทุน BUIDL ของ BlackRock ที่บริหารสินทรัพย์กว่า $2.6 พันล้าน และเป็นฐานหนุนหลังของ Stablecoin อย่าง USDtb ของ Ethena และ JupUSD ของ Jupiter

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

หาก OCC รับฟังข้อเสนอของ BlackRock และยกเลิกเพดาน 20% จะเปิดทางให้ Stablecoin รายใหญ่สามารถใช้โทเคนสินทรัพย์จริง (RWA) เป็นสำรองได้มากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความต้องการโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนและโทเคนที่เกี่ยวข้อง การที่สถาบันการเงินใหญ่ที่สุดในโลกแสดงจุดยืนชัดเจนในทิศทางที่เป็นมิตรกับคริปโตยังส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของตลาดโดยรวม

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ยื่นจดหมายแสดงความเห็น 17 หน้าอย่างเป็นทางการต่อสำนักงานกำกับดูแลสถาบันการเงินแห่งชาติสหรัฐฯ (Office of the Comptroller of the Currency หรือ OCC) เพื่อขอให้ยกเลิกข้อเสนอกำหนดเพดานสินทรัพย์สำรองในรูปโทเคนที่ 20% และขยายรายการสินทรัพย์ที่นับเป็นสำรองได้ภายใต้กฎระเบียบการนำกฎหมาย GENIUS Act ไปปฏิบัติ ตามรายงานจาก Cointelegraph กฎหมาย GENIUS Act (Guiding and Establishing National Innovation for US Stablecoins) ถูกลงนามเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2568 และถือเป็นกรอบกฎหมายกลางชุดแรกของสหรัฐฯ ที่ครอบคลุมการกำกับดูแล Stablecoin สำหรับการชำระเงิน โดย OCC ได้ออกร่างกฎระเบียบเพื่อนำกฎหมายดังกล่าวไปบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2569

BlackRock โต้แย้งเพดาน 20% เป็นข้อกำหนดที่ไม่จำเป็น

ในจดหมายดังกล่าว BlackRock ระบุว่าข้อเสนอให้จำกัดสัดส่วนสินทรัพย์สำรองในรูปโทเคนไว้ที่ 20% นั้นเป็นข้อกำหนดที่ “ไม่จำเป็น” ต่อเป้าหมายด้านกฎระเบียย บริษัทเสนอแนวคิดว่าควรใช้กรอบการประเมินความเสี่ยงตามหลักการ (principles-based diversification framework) แทน โดยพิจารณาจากคุณภาพสินเชื่อ ระยะเวลาครบกำหนด และสภาพคล่องของสินทรัพย์ ไม่ใช่การกำหนดสัดส่วนตายตัว

นอกจากนี้ BlackRock ยังขอให้ OCC ชี้แจงอย่างเป็นทางการว่ากองทุน ETF พันธบัตรรัฐบาล (Treasury ETF) สามารถนับเป็นสินทรัพย์สำรองที่ถูกต้องตาม GENIUS Act ได้หรือไม่ พร้อมขอให้เพิ่มพันธบัตรรัฐบาลประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัวอายุ 2 ปีเข้าไปในรายการสินทรัพย์ที่นับได้ ซึ่งหากได้รับการอนุมัติจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อกองทุน BUIDL (BlackRock USD Institutional Digital Liquid Fund) ของบริษัทเอง

BUIDL กองทุนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้

กองทุน BUIDL ของ BlackRock บริหารสินทรัพย์รวมประมาณ $2.6 พันล้าน และปัจจุบันทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์หนุนหลังมากกว่า 90% ของหุ้นใน Stablecoin ชื่อดังอย่าง USDtb ของ Ethena และ JupUSD ของ Jupiter เพดาน 20% ที่ OCC เสนอจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการเติบโตของ BUIDL และโครงสร้าง Stablecoin ที่ใช้โทเคนสินทรัพย์จริง (Real World Assets หรือ RWA) เป็นสำรอง

การที่ BlackRock เลือกยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการในรอบรับฟังความเห็นสาธารณะครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าสถาบันการเงินระดับโลกพร้อมใช้ทุกช่องทางที่มีเพื่อผลักดันกฎระเบียบให้เอื้อต่อการขยายตัวของสินทรัพย์โทเคนไนซ์ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า CLARITY Act คืบหน้า สหรัฐฯ แบนดอกเบี้ย Stablecoin แต่เปิดทางรางวัลจากการใช้งาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสนามการต่อสู้เรื่องกฎระเบียย Stablecoin ในสหรัฐฯ ยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

OCC มีสองทางเลือก ผลลัพธ์ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ร่างกฎระเบียบของ OCC เสนอสองแนวทางสำหรับข้อกำหนดด้านสำรอง ได้แก่ ทางเลือก A ซึ่งเป็นมาตรฐานตามหลักการพร้อม safe harbor และทางเลือก B ซึ่งบังคับใช้ข้อกำหนดเชิงตัวเลขกับผู้ออก Stablecoin ทุกราย BlackRock สนับสนุนทางเลือก A อย่างชัดเจน โดยมองว่าทางเลือก B จะสร้างข้อจำกัดที่ไม่จำเป็นต่อนวัตกรรม ทั้งนี้ OCC ยังเปิดรับฟังความเห็นเกี่ยวกับส่วนประกอบเงินทุนแบบผันแปรที่อ้างอิงกับความเสี่ยงด้านราคาและอัตราดอกเบี้ยของสินทรัพย์สำรอง ซึ่งหากนำมาใช้จริงอาจเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานให้กับผู้ออก Stablecoin รายใหญ่อีกด้วย


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่ BlackRock ยื่นหนังสือ 17 หน้าครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกองทุน BUIDL เพียงกองเดียว แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าสถาบันการเงินใหญ่ในวอลล์สตรีทกำลังเดิมพันอนาคตของตัวเองกับโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนอย่างจริงจัง สิ่งที่น่าจับตาคือท่าทีของ OCC หลังปิดรับความเห็นว่าจะเลือกทางเลือก A หรือ B หรืออาจปรับร่างใหม่ทั้งหมด เพราะผลลัพธ์จากกระบวนการนี้จะกำหนดโฉมหน้าของตลาด Stablecoin และ RWA โทเคนไนซ์ในสหรัฐฯ ไปอีกหลายปี

ที่มา: Cointelegraph

เครดิตภาพจาก @skadbsgml93