สรุปข่าว
- David Schwartz อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Ripple มองว่าระบบจูงใจอย่างการขุดหรือการ Stake เหรียญเป็นสิ่งที่สร้างต้นทุนส่วนเกินและทำให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างผู้ใช้งานกับผู้ตรวจสอบธุรกรรม
- ระบบที่พึ่งพาการแจกรางวัลมักจะนำไปสู่ความรวมศูนย์เนื่องจากผู้เข้าร่วมที่มีต้นทุนต่ำกว่าหรือมีเงินทุนหนากว่ามักจะผูกขาดอำนาจในเครือข่ายและดึงเม็ดเงินออกไปสู่ผู้ให้บริการไฟฟ้าหรือผู้ผลิตฮาร์ดแวร์
- เครือข่าย XRP Ledger เลือกใช้แนวทางที่แตกต่างออกไปโดยการตัดระบบแจกรางวัลทิ้งทั้งหมดและพึ่งพากฎเกณฑ์ที่เรียบง่ายบวกกับความต้องการของผู้ใช้งานที่อยากให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่นซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเป็นธรรมให้กับทุกคน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
การแสดงวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้างเครือข่ายของอดีตผู้บริหารเป็นเพียงการนำเสนอมุมมองทางเทคโนโลยีและปรัชญาการออกแบบระบบในระยะยาวซึ่งไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงต่อความผันผวนของราคา XRP ในตลาดระยะสั้น
David Schwartz อดีต CTO ของ Ripple ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่น่าสนใจว่าระบบ Blockchain อาจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าหากปราศจากระบบการให้รางวัลจูงใจ โดยเขาได้หยิบยกวิดีโอการบรรยายของตนเองเมื่อเดือนมีนาคม 2020 ซึ่งอิงจากแนวคิดที่เขาเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2012 กลับมาให้ชุมชน Crypto ได้ทบทวนกันอีกครั้งผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2026
ข้อโต้แย้งหลักของเขาพุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหา Double-spend หรือการใช้จ่ายซ้ำซ้อน เขาอธิบายว่าเครือข่ายอย่าง Bitcoin จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้งานทุกคนสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันว่ามีธุรกรรมเกิดขึ้นจริงแล้ว แต่ปัญหาคือเครือข่าย Blockchain ทั่วไปมักจะพึ่งพาระบบจูงใจที่สร้างต้นทุนมหาศาล
Schwartz ได้แบ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยธรรมชาติซึ่งก็คือผู้ใช้งานที่ต้องการระบบสำหรับการทำธุรกรรมหรือเก็บรักษามูลค่าจริงๆ ส่วนกลุ่มที่สองคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ถูกบังคับให้มีขึ้นอย่างเช่นนักขุด ซึ่งดำรงอยู่ได้เพียงเพราะการออกแบบระบบกำหนดให้ต้องมีพวกเขา
เขามองว่ากลุ่มนักขุดเหล่านี้จะคอยดึงมูลค่าออกไปจากผู้ใช้งานจริงและสร้างต้นทุนส่วนเกินให้กับระบบ ตัวอย่างเช่นนักขุด Bitcoin จะได้รับรางวัลและค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้งานที่ต้องการให้ประมวลผลธุรกรรม สิ่งนี้สร้างความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างชัดเจน เพราะผู้ใช้งานย่อมต้องการจ่ายค่าธรรมเนียมให้ต่ำที่สุด ในขณะที่นักขุดก็ต้องการเก็บค่าธรรมเนียมให้แพงที่สุดเพื่อกำไรสูงสุด ซึ่งไม่ต่างอะไรกับแพลตฟอร์มตัวกลางที่คอยเก็บค่าต๋ง
เมื่อพูดถึงระบบ Proof of Work ทาง Schwartz ชี้ให้เห็นว่า Bitcoin ต้องใช้เงินหลายล้านดอลลาร์ต่อวันเพียงเพื่อรักษาระบบการขุดให้ทำงานต่อไปได้ ซึ่งหมายความว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในระบบนิเวศจะไหลออกไปอยู่ในกระเป๋าของผู้ให้บริการไฟฟ้าและผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ นอกจากนี้การขุดยังสร้างสภาวะการแข่งขันที่กดดันให้นักขุดต้องลดต้นทุนเพื่อความอยู่รอด ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่ความรวมศูนย์ในพื้นที่ที่มีค่าไฟราคาถูก
ในขณะเดียวกัน ระบบการ Stake เหรียญที่เครือข่ายอย่าง Ethereum ใช้งานก็ไม่ได้รอดพ้นจากคำวิจารณ์ของเขา Schwartz อธิบายว่าการล็อกสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงย่อมมีความเสี่ยง ผู้เข้าร่วมจึงคาดหวังผลตอบแทนที่สูงตามไปด้วย ซึ่งจำกัดความสามารถในการลดต้นทุนของระบบ ยิ่งไปกว่านั้นการ Stake ยังอาจนำไปสู่ปัญหาด้านภาษีในบางประเทศและสร้างสภาวะรวมศูนย์จากผู้ที่มีทุนหนาได้ไม่ต่างจากการขุด
เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ Schwartz ได้อธิบายถึงแนวทางที่ XRP Ledger เลือกใช้มาตั้งแต่ปี 2012 โดยระบบได้ทำการตัดทอนอำนาจของผู้เข้าร่วมรายใดรายหนึ่งและลบฟีเจอร์ที่อาจถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดออกไป เครือข่ายหันมาใช้กฎเกณฑ์ที่เรียบง่ายเพื่อตัดสินใจว่าธุรกรรมใดควรถูกบันทึกและมุ่งเน้นไปที่การตกลงลำดับของธุรกรรมเท่านั้น
กระบวนการนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพารางวัลราคาแพงเนื่องจากผู้ใช้งานมีความต้องการโดยธรรมชาติที่จะให้ระบบทำงานได้อย่างถูกต้องอยู่แล้ว การที่ไม่มีใครสามารถทำกำไรจากการควบคุมระบบได้ จึงทำให้แรงจูงใจในการโจมตีเครือข่ายลดลงตามไปด้วย
Schwartz สรุปว่าระบบที่ไร้รางวัลจูงใจนั้นอาศัยเพียงความต้องการของผู้ใช้งานที่อยากเห็นเครือข่ายประสบความสำเร็จ เขายกตัวอย่าง Full Node ของ Bitcoin ที่มีคนยอมเปิดเครื่องรันระบบเพื่อสนับสนุนเครือข่ายโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนโดยตรง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว เขาเชื่อมั่นว่าผู้ใช้งานต้องการระบบที่เชื่อถือได้และมีราคาไม่แพง มากกว่าระบบที่เต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อแย่งชิงรางวัล
ที่มา thecryptobasic
มุมมองส่วนตัวผมมองว่าแนวคิดของ David Schwartz เป็นปรัชญาการออกแบบที่ตอบโจทย์ Use Case เฉพาะทางอย่างระบบการชำระเงินและการโอนเงินข้ามพรมแดนได้ดีมากครับ เพราะจุดประสงค์หลักของการโอนเงินคือความรวดเร็วและต้นทุนที่ต่ำที่สุด การตัดนักขุดหรือคน Stake ออกไปช่วยลดความเสียดทานในระบบได้อย่างเห็นผลจริง อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของเครือข่ายที่ต้องการเป็น Platform สำหรับ Smart Contract หรือ Decentralized Finance การมีระบบ Incentive อย่าง Proof of Stake ก็ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินและสร้างความปลอดภัยทางเศรษฐศาสตร์ให้กับเครือข่ายอยู่ดีครับ ดังนั้นมันจึงไม่มีระบบไหนที่สมบูรณ์แบบที่สุด ขึ้นอยู่กับว่าเครือข่ายนั้นถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาอะไรมากกว่าครับ

