สรุปข่าว
- ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่าวัฏจักรของราคา Bitcoin หลังจากการเกิดปรากฏการณ์ Halving ในรอบล่าสุดนี้ถือเป็นรอบที่เลวร้ายและทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเหรียญเมื่อเปรียบเทียบกับรอบการเติบโตที่ผ่านมา
- แตกต่างจากวัฏจักรในอดีตที่ราคามักจะพุ่งทะยานอย่างรุนแรงหลังจากการปรับลดอุปทาน เหรียญในรอบนี้กลับล้มเหลวในการสร้างกระแสเชิงบวกและร่วงลงสู่ช่วงความผิดหวังจนทำให้ผู้ที่เข้าซื้อในช่วง Halving ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างหนัก
- ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทการเงินดิจิทัลประเมินว่าสาเหตุหลักของการปรับตัวลงมาจากการที่ตลาดสูญเสียความเชื่อมั่นในองค์กรผู้ถือครองเหรียญรายใหญ่อย่าง Strategy ที่กำลังเผชิญกับภาวะขาดทุนทางบัญชีอย่างมหาศาลรวมถึงความกังวลต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
เนื่องจากสถิติการเติบโตหลัง Halving ที่ผิดเพี้ยนไปจากอดีตบวกกับวิกฤตความเชื่อมั่นของกลุ่มทุนสถาบันรายใหญ่จะสร้างแรงกดดันมหาศาลและทำให้นักลงทุนรายย่อยเกิดความตื่นตระหนก
ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างเห็นได้ชัดเมื่อราคาของ Bitcoin ปรับตัวลดลงหลุดระดับ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ ข้อมูลล่าสุดจากนักวิเคราะห์ชื่อดังอย่าง Pierre Rochard ได้เปิดเผยกราฟสถิติที่ชี้ให้เห็นว่า วัฏจักรของเหรียญหลังจากการเกิดปรากฏการณ์ Halving ในรอบล่าสุดนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อเทียบกับรอบการเติบโตที่ผ่านมาทั้งหมด
ตามปกติแล้วปรากฏการณ์ Halving ซึ่งเกิดขึ้นในทุกสี่ปีจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดปริมาณเหรียญใหม่ที่เข้าสู่ระบบลงครึ่งหนึ่ง และมักจะถูกมองว่าเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยผลักดันราคาให้สูงขึ้นตามหลักอุปสงค์และอุปทาน โดยในอดีตวัฏจักรของราคาในแต่ละรอบจะประกอบไปด้วยสามระยะหลัก เริ่มจากระยะ Hype ที่เกิดจากการเก็งกำไรอย่างหนักจนราคาพุ่งทะยานทำจุดสูงสุด ตามมาด้วยระยะ Disillusionment หรือช่วงตลาดหมีที่เต็มไปด้วยการเทขายและราคาซบเซายาวนาน ก่อนจะปิดท้ายด้วยระยะ Enlightenment ซึ่งเป็นช่วงสะสมพลังเตรียมพร้อมสำหรับการ Halving ในรอบถัดไป
หากมองย้อนกลับไปในรอบก่อนหน้าตั้งแต่ปี 2020 ถึงต้นปี 2024 ราคาของเหรียญสามารถปิดรอบการเดินทาง 1,460 วันไปได้ที่ระดับราคาพื้นฐานประมาณ 63,514 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับสร้างผลกำไรที่น่าประทับใจให้กับนักลงทุน แต่ในวัฏจักรปัจจุบัน สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างสิ้นเชิง เหรียญล้มเหลวในการสร้างแรงส่งในระยะ Hype แบบที่เคยเป็นมา โดยราคาเอาแต่แกว่งตัวออกข้างก่อนจะดิ่งลงสู่ระยะ Disillusionment อย่างรวดเร็ว เส้นกราฟผลตอบแทนที่ร่วงลงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนที่ตัดสินใจเข้าซื้อเหรียญในช่วงที่เกิดการ Halving เมื่อปี 2024 กำลังเผชิญกับสภาวะขาดทุนสุทธิ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงเวลาเดียวกันของวัฏจักรในอดีต
สถานการณ์ที่ผิดแปลกไปจากอดีตนี้สอดคล้องกับมุมมองของ Mike Novogratz ผู้บริหารระดับสูงของ Galaxy ที่ได้ออกมาประเมินว่า แรงกดดันหลักที่ดึงราคาเหรียญให้ร่วงลงมาจากการที่ตลาดกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในองค์กรอย่าง Strategy ซึ่งเผชิญกับตัวเลขขาดทุนทางบัญชีระดับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากการถือครองเหรียญ ประกอบกับความกังวลของนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายการเงินและโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาที่กดดันให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง
ที่มา: X
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าความล้มเหลวของวัฏจักร Halving ในรอบนี้เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีอย่างชัดเจน การที่กระแสเงินทุนสถาบันไหลเข้ามาล่วงหน้าผ่านกองทุน ETF ตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดการปรับลดอุปทาน ได้ดึงเอาแรงซื้อแห่งอนาคตมาใช้จนหมดล่วงหน้าไปแล้ว ทำให้เหตุการณ์ Halving ในปี 2024 กลายเป็นเพียงเหตุการณ์ขายทำกำไรเมื่อข่าวจริงปรากฏ ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Strategy ใช้เลเวอเรจจนเกินตัวและกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบของตลาด ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคในยุคดอกเบี้ยสูงได้เข้ามาลบล้างกฎเกณฑ์ดั้งเดิมของอุปทานที่จำกัดไปจนหมดสิ้น นักลงทุนจึงไม่ควรยึดติดกับสถิติในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหันมาจับตากระแสเงินทุนและเสถียรภาพของสถาบันที่ถือครองเหรียญเป็นตัวแปรหลักในการตัดสินใจ

