bitkub-banner

วาฬกำลังช้อนซื้อ Bitcoin สวนกระแสเทขาย สัญญาณชี้ ราคาอาจผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • รายงานจาก 21Shares ชี้ว่าการเทขายอย่างหนักของ Bitcoin ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาสวนทางกับพฤติกรรมของเหล่าวาฬที่เร่งสะสมเหรียญเข้าพอร์ตซึ่งเป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับช่วงวิกฤตโควิดและตอนกระดานเทรด FTX ล่มสลายที่มักจะเป็นจุดต่ำสุดของวัฏจักร
  • นักวิเคราะห์เตือนว่าไม่ควรประเมินสถานการณ์จากราคาเพียงอย่างเดียวแต่ต้องจับตาสัญญาณสำคัญอย่างตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนกรกฎาคม การรักษาระดับราคาที่ 59,000 ถึง 62,000 ดอลลาร์สหรัฐ และผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาที่จะเป็นตัวตัดสินทิศทางต่อไป
  • แม้ว่าตลาดจะเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคและมีเงินทุนไหลออกจากกองทุน ETF กว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ข้อมูลชี้ว่าส่วนใหญ่เป็นการปิดสถานะทำกำไรจากส่วนต่างราคามากกว่าการที่นักลงทุนระยะยาวจะละทิ้งตลาดไปจริงๆ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

เนื่องจากพฤติกรรมการกว้านซื้อของวาฬรายใหญ่ในช่วงที่ราคาร่วงหนักสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในระยะยาวซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว

รายงานล่าสุดจาก 21Shares ในหัวข้อเกี่ยวกับการทำสถิติย่ำแย่ที่สุดในรอบหลายปีของ Bitcoin ได้เผยให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเมื่อกลุ่มผู้ถือครองรายใหญ่หรือวาฬยังคงเดินหน้าเข้าช้อนซื้อสินทรัพย์อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ราคาร่วงลงไปแกว่งตัวระหว่าง 60,000 ถึง 64,000 ดอลลาร์สหรัฐ

การสะสมเหรียญในครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่สัดส่วนของนักลงทุนที่มีกำไรลดลงต่ำกว่า 50% ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีตจะพบว่ารูปแบบดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงที่ตลาดตื่นตระหนกจากวิกฤตโควิดในเดือนมีนาคม 2020 และเหตุการณ์ล่มสลายของ FTX ในปี 2022 ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์นั้นถือเป็นจุดต่ำสุดของวัฏจักรและเป็นจุดเข้าซื้อที่ดีที่สุด สิ่งนี้ช่วยตอกย้ำว่าการร่วงหล่นในเดือนมิถุนายนเป็นเพียงผลกระทบจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคและการปรับพอร์ตของสถาบันมากกว่าการสูญเสียความเชื่อมั่นในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ได้เน้นย้ำว่านักลงทุนควรพิจารณาสัญญาณชี้วัดอีก 3 ประการเพื่อยืนยันว่าตลาดได้สร้างฐานต่ำสุดแล้วจริงๆ ประการแรกคือตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่หากปรับตัวลดลงก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน

ประการที่สองคือความสามารถของ Bitcoin ในการยืนเหนือโซน 59,000 ถึง 62,000 ดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นแนวรับสำคัญทางสถิติ และประการสุดท้ายคือการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่สถิติชี้ว่าราคา Bitcoin มักจะเคลื่อนไหวสวนทางกับโอกาสชนะของพรรคเดโมแครต นอกจากนี้การร่วงลงของตลาดคริปโตเคอร์เรนซียังเป็นส่วนหนึ่งของสภาวะปิดรับความเสี่ยงที่กระทบทั้งตลาดหุ้น Nasdaq และ S&P 500 ในขณะที่กระแสเงินทุนไหลออกจากกองทุน ETF กว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงการปิดสถานะเก็งกำไรชั่วคราว ไม่ใช่การเทขายทิ้งของนักลงทุนระยะยาว

ที่มา: 21shares


มุมมองส่วนตัวประเมินว่าพฤติกรรมของเหล่าวาฬที่เข้าช้อนซื้อในช่วงตลาดแดงเดือดคือเข็มทิศชั้นดีที่ช่วยให้ไม่หลงทางไปกับความตื่นตระหนกของข่าวรายวัน การที่รายใหญ่กล้าเอาเงินทุนมหาศาลมาเสี่ยงในช่วงที่คนส่วนใหญ่กำลังกลัวสะท้อนว่าปัจจัยพื้นฐานของ Bitcoin ไม่ได้ถูกทำลายลงไปเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าในระยะสั้นตลาดยังคงต้องรับมือกับความผันผวนจากตัวเลขเศรษฐกิจและการเมืองสหรัฐฯ แต่อย่างน้อยการที่กองทุนเก็งกำไรเริ่มลดสถานะ Short ลงก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าแรงเทขายหนักๆ อาจจะจบลงแล้ว การวางแผนจัดการความเสี่ยงและทยอยสะสมสินทรัพย์ในโซนแนวรับที่ 59,000 ถึง 62,000 ดอลลาร์สหรัฐจึงน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าเมื่อวัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่เริ่มต้นขึ้น