สรุปข่าว
- วันที่ 7 สิงหาคม 2569 Bybit ได้ทำการยื่นฟ้องในศาลแขวงสหรัฐประจำเขตโคลัมเบียต่อ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี1, หน่วยข่าวกรอง RGB และกลุ่ม Lazarus กรณีโจรกรรมสินทรัพย์คริปโตร่วม $1,500 ล้านในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2568 ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ศาลสหรัฐฯ สั่งระงับการโอนสินทรัพย์คริปโตที่ถูกขโมยในคดีระดับรัฐชาติ
- ตั้งแต่เกิดเหตุ Bybit ทำงานร่วมมือกับบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนต่าง ๆ , FBI และตลาดทั่วโลกและสามารถกู้คืนสินทรัพย์ได้ร่วม $48.4 ล้านดอลลาร์ และอายัดสินทรัพย์ได้อีก $30.5 ล้านดอลลาร์ แต่ยังคงมีสินทรัพย์ที่สูญหายอีกกว่า $1,400 ล้านดอลลาร์ที่กระจายตัวและถูกนำไปฟอกแล้วบางส่วน
- เกาหลีเหนือได้ขโมยสินทรัพย์คริปโตจากทั่วโลกไปแล้วรวมกว่า $6,750 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก Chainalysis โดยที่ Bybit เคยถูกแฮ็กเพียงครั้งเดียว แต่สัดส่วนความเสียหายนั้นคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 74% ที่เกาหลีเหนือขโมยสินทรัพย์มาในปี 2568
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
ข่าวนี้ส่งสัญญาณในทิศทางบวกต่อภาพรวมในเชิงโครงสร้างให้กับระบบนิเวศคริปโตการที่ศาลสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการบังคับใช้กฎหมายและความปลอดภัยด้านคริปโตเป็นครั้งแรกในระดับนี้ สะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคริปโตกำลังเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว แม้ว่าโอกาสที่จะกู้คืนสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปอาจจะยากมาก ๆ ก็ตาม
Bybit ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดถึง
Bybit ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ว่า บริษัทได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยตรงต่อเกาหลีเหนือ หน่วยข่าวกรอง RGB และกลุ่ม Lazarus พร้อมกันนี้ ผู้พิพากษายังได้ออกคำสั่งห้ามผู้ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ซึ่งเชื่อมโยงกับการโจรกรรม ทำการโอนหรือขายสินทรัพย์ดังกล่าวระหว่างที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา
Ben Zhou ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Bybit กล่าวว่า เป้าหมายของบริษัทไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือการให้ความสำคัญกับการปกป้องผู้ใช้งานเป็นอันดับแรก Bybit พยายามกู้คืนสินทรัพย์ที่สามารถนำกลับมาได้ และทำให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
เขาระบุว่า การโจมตีของกลุ่ม Lazarus ไม่ได้เป็นเพียงการโจมตี Bybit เท่านั้น แต่ยังเป็นการโจมตีความเชื่อมั่นที่ผู้คนมีต่ออุตสาหกรรมคริปโตทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ Bybit จึงทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้สืบสวน, แพลตฟอร์มซื้อขาย, หน่วยงานกำกับดูแล, เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและล่าสุดคือกระบวนการทางศาล
ย้อนรอยเหตุการณ์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ Crypto
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 กลุ่มแฮ็กเกอร์ Lazarus ได้ทำการการโจมตีด้วยแผนการอันแยบยล พวกเขาแทรกซึมสภาพแวดล้อมการพัฒนาของ Gnosis Safe ระบบ multi-signature wallet ที่ Bybit ใช้ จากนั้นเมื่อ Ben Zhou ผู้เป็น CEO เซ็นอนุมัติสิ่งที่ดูเหมือนธุรกรรมปกติแฮ็กเกอร์ได้สับเปลี่ยนหลักการของ smart contract ที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ interface ที่ดูปกติ ทำให้ Ethereum เกินกว่า 400,000 ETH และ stETH ถูกโอนออกไปยัง 39 addresses ที่ควบคุมโดยแฮ็กเกอร์
FBI ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังเหตุโจรกรรมดังกล่าว พร้อมเปิดเผยว่า สินทรัพย์บางส่วนที่ถูกขโมยถูกนำไปแปลงเป็น Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ก่อนกระจายไปยัง ที่อยู่กระเป๋าคริปโตนับพันแห่งบนหลายบล็อกเชน
เกาหลีเหนือไม่ยอมจำนน
ปัญหาสำคัญที่ทุกฝ่ายตระหนักดีคือ เกาหลีเหนือไม่น่าจะเข้ามาปรากฏตัวต่อศาลหรือยอมรับเขตอำนาจศาลสหรัฐฯ ขณะที่สินทรัพย์ส่วนใหญ่ก็ถูกฟอกและโอนออกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายมองว่า เป้าหมายสำคัญของคดีนี้อาจไม่ใช่การบังคับให้เกาหลีเหนือนำเงินมาชดใช้คืนโดยตรง แต่คือการสร้างกรอบทางกฎหมายเพื่อช่วยอายัดสินทรัพย์ ที่ยังคงอยู่ในบัญชีตัวกลางหรือบัญชีที่ใช้พักเงิน และยังไม่ได้ถูกฟอกออกไปทั้งหมด
คำสั่งศาลครั้งนี้เป็นการ “อายัดสินทรัพย์ที่ระบุได้” หมายความว่า หากเงินที่ถูกขโมยยังอยู่ใน wallet หรือแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ เงินเหล่านั้นจะถูกห้ามโอนออกทันที ทำให้เจ้าหน้าที่มีเวลาติดตามและจัดการกับเงินที่เหลือต่อไป
สิ่งที่กู้คืนกลับมาได้
แต่ความพยายามตลอด 18 เดือนที่ผ่านมาของ Bybit แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถ กู้คืนเงินกลับมาได้ 48.4 ล้านดอลลาร์ และมีเงินอีก 30.5 ล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ความสำเร็จนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่าง Bybit บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชน, แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต, ผู้ดูแลสินทรัพย์ และ FBI ตลอดช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา
ปัจจุบันเกาหลีเหนือได้ขโมยคริปโตเป็นจำนวนสะสมทั้งสิ้นกว่า $6,750 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญสำหรับการสะสมระดมอาวุธของประเทศ
เหตุการณ์นี้ถือเป็น หมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ความปลอดภัยของวงการคริปโต เพราะนับเป็นครั้งแรกที่เว็บเทรดคริปโตยื่นฟ้องรัฐบาลของประเทศโดยตรง และได้รับคำสั่งศาลที่สามารถนำไปบังคับใช้ได้จริงในระดับหนึ่ง
ในมุมมองส่วนตัวเชื่อว่าผลลัพธ์ของคดีนี้คงไม่ใช่การได้เห็นเกาหลีเหนือนำเงินมาคืนในเร็ว ๆ นี้ แต่สิ่งที่ Bybit กำลังสร้างผ่านคดีนี้อาจมีความสำคัญมากกว่า นั่นคือ แนวทางทางกฎหมายที่สามารถนำไปใช้กับคดีคริปโตในอนาคตได้หากบัญชีตัวกลางที่ยังถือเงินที่ถูกขโมยสามารถถูกอายัดผ่านคำสั่งศาลได้จริง คดีนี้ก็จะเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า กฎหมายสามารถทำงานร่วมกับการติดตามธุรกรรมบนบล็อกเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจช่วยลดแรงจูงใจในการโจมตีทางไซเบอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐในอนาคต
ที่มา: CoinTelegraph, PRNewswire, CoinDesk, CryptoBriefing

