สรุปข่าว
- Mike Novogratz ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท Galaxy Digital ระบุว่ายอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางราคา Bitcoin ในระยะยาว
- ข้อมูลทางเศรษฐกิจล่าสุดเผยให้เห็นตัวเลขน่าตกใจเมื่อรัฐบาลสหรัฐมียอดขาดดุลงบประมาณเฉพาะในเดือนกรกฎาคมพุ่งสูงถึง 4.32 แสนล้านดอลลาร์ และทางสำนักงบประมาณสภาคองเกรสยังคาดการณ์ว่ายอดหนี้สาธารณะอาจทะลุ 101% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปีนี้
- สถานการณ์หนี้สินที่ทวีความรุนแรงและนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อตลอดทศวรรษที่ผ่านมาทำให้เชื่อได้ว่าท้ายที่สุดแล้วตลาดพันธบัตรจะเป็นกลไกสำคัญที่บีบบังคับให้รัฐบาลต้องกลับมาจัดระเบียบวินัยการคลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
เนื่องจากความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเงินและหนี้สาธารณะของประเทศมหาอำนาจจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้นักลงทุนหันมาถือครอง Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์หลบภัยเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ
Mike Novogratz ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Galaxy Digital ได้ออกมาเปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าตัวเขาเองยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของ Bitcoin แม้ว่ากระแสความสนใจในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลช่วงนี้จะค่อนข้างซบเซาก็ตาม โดยเขามองว่าปัญหาการขาดดุลงบประมาณอย่างเรื้อรังของรัฐบาลสหรัฐคือปัจจัยหลักที่ช่วยตอกย้ำให้การถือครองคริปโตมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น การแสดงความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ Charlie Bilello นักวิเคราะห์การลงทุนได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลประจำเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ข้อมูลตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐสามารถจัดเก็บรายได้ไป 3.34 แสนล้านดอลลาร์ แต่กลับมีรายจ่ายพุ่งสูงถึง 7.66 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เกิดยอดขาดดุลมหาศาลถึง 4.32 แสนล้านดอลลาร์ภายในเดือนเดียว ซึ่งทาง Novogratz ได้แสดงความเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากและรัฐบาลจำเป็นต้องรีบหาทางแก้ไขโครงสร้างทางการเงินโดยด่วน เขายังเห็นด้วยกับกรอบนโยบายเศรษฐกิจ 3-3-3 ของ Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ตั้งเป้ากระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ 3% ลดการขาดดุลให้อยู่ที่ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีก 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ในความเป็นจริงตอนนี้สหรัฐยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายเหล่านั้นมาก
รายงานจากสำนักงบประมาณสภาคองเกรสเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ประเมินว่ายอดขาดดุลอาจพุ่งสูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2026 นอกจากนี้ยอดหนี้สาธารณะอาจพุ่งทะลุ 101% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปีนี้ และอาจทะยานไปถึง 120% ภายในปี 2036 หากไม่มีการปรับเปลี่ยนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลก็มียอดขาดดุลสะสมไปแล้วถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่ง Novogratz ชี้ให้เห็นว่าภาวะเงินเฟ้อที่ลุกลามไปในหลายภาคส่วนตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมามีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการเพิ่มขึ้นของหนี้สินเหล่านี้ และในที่สุดตลาดพันธบัตรจะเข้ามาเป็นกลไกบังคับให้รัฐบาลต้องรักษาวินัยการคลังด้วยตัวเอง
ที่มา: u.today
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการสะสมหนี้ของสหรัฐในระดับที่พุ่งสูงทะลุเพดานอย่างต่อเนื่องจะเป็นผลดีต่อสินทรัพย์ประเภทที่มีอุปทานจำกัดอย่าง Bitcoin ในระยะยาว เพราะเมื่อนักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของค่าเงินและระบบการคลังของรัฐบาล พวกเขาจะเริ่มมองหาแหล่งพักเงินสำรองที่ปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ ซึ่ง Bitcoin สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางวิกฤตหนี้สาธารณะที่ยังหาทางออกไม่ได้ นี่จึงถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่น่าสนใจที่สุดในยุคปัจจุบัน

