สรุปข่าว
- โรเบิร์ต คิโยซากิ เตือนว่าการซื้อคริปโทฯ เพราะหวังให้ราคาพุ่งโดยไร้ความรู้ทางการเงินคือการพนัน ซึ่งส่งผลให้หลายคนรวยมหาศาลในตลาดกระทิงแต่กลับมาถังแตก
- จากประสบการณ์ลงทุนคริปโทฯ ตั้งแต่ปี 2016 เขาชี้ว่าผู้ชนะคือคนที่เข้าซื้อตั้งแต่เนิ่นๆ และเข้าใจระดับความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละประเภท ไม่ใช่แห่ซื้อตามกระแส
- คิโยซากิแนะให้เจียดเงินเล็กๆ น้อยๆ มาลงทุน พร้อมเตือนให้ศึกษาเหรียญที่มีระดับความเสี่ยง 4 ขั้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อความไม่รู้แล้วโทษว่าคริปโทฯ คือการสแกม
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” ออกมาเตือนสตินักลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีว่า การซื้อ Bitcoin หรือ Ethereum เพียงเพราะหวังทำกำไรโดยปราศจากความรู้ทางการเงินถือเป็นการพนัน ไม่ใช่การลงทุน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากร่ำรวยในช่วงตลาดขาขึ้นแต่กลับมาถังแตกภายใน 18 เดือน
Robert Kiyosaki หรือที่ผู้คนรู้จักกันในฐานะผู้แต่งหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงประเด็นเรื่องการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Bitcoin และ Ethereum
Kiyosaki ได้กล่าวเตือนสติว่า หากคุณคิดว่าการลงทุนในคริปโทฯ หมายถึงการเข้าซื้อ Bitcoin และ Ethereum แบบหลับหูหลับตา โดยหวังว่าราคาจะพุ่งขึ้น สิ่งที่คุณทำอยู่นั้นไม่ใช่การลงทุนแต่อย่างใดกลับกันสิ่งนั้นคือการพนัน
เขายกตัวอย่างนักลงทุนคริปโทฯ ที่พบเห็นได้ทั่วไปว่า ในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้นคนกลุ่มนี้จะสามารถทำกำไรได้เป็นล้าน ซื้อรถหรู บ้านใหญ่ แต่แล้วคนกลุ่มเดียวกันก็กลับไปถังแตกเหมือนเดิมภายในระยะเวลา 18 เดือน เพราะการหาเงินได้ไม่เท่ากับการรักษาเงินนั้นไว้ กล่าวคือคนกลุ่มนี้ “ไม่มีความรู้ทางการเงิน” ก่อนที่จะหาเงินได้ ทำให้การมีเงินล้านไม่ได้ทำให้ฉลาดขึ้น
ประสบการณ์ 10 ปี
Kiyosaki เล่าว่าเขาลงทุนในคริปโทฯ มาตั้งแต่ปี 2016 และสิ่งที่เขาเรียนรู้มาจากประสบการณ์คือผู้ชนะจะเข้าใจว่าคริปโทฯ ตัวไหนจะไปต่อ ตัวไหนควรจะเลี่ยง และตัวไหนกำลังแบกความเสี่ยงไว้อยู่
หลายคนอาจคิดว่าการลงทุนในคริปโทฯ ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ไหนก็ล้วนแบกรับความเสี่ยงที่มากพอกันแต่ Kiyosaki กล่าวว่าไม่เป็นเช่นนั้นเลย เพราะคริปโทฯ ในตลาดล้วนมีมากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น Stablecoin, เหรียญใหญ่ Large-cap, โปรเจกต์ Blue-chip ซึ่งแต่ละอย่างก็มีลักษณะรวมถึงความเสี่ยงที่ต่างออกไป แต่จะมีแต่ผู้แพ้เท่านั้นที่ซื้อสิ่งที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนั้นและเฝ้าสวดภาวนาให้ตัวเองกำไร
สิ่งที่แยกผู้แพ้-ผู้ชนะ
Kiyosaki อธิบายต่อว่าสิ่งสำคัญที่เป็นตัวชี้วัดว่าใครจะเป็นผู้ชนะท้ายที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยสองอย่างเพียงเท่านั้นซึ่งนั่นก็คือ “จังหวะเวลา” และ “การศึกษา”
ย้อนกลับไปในปี 1990 ราคาหุ้นของ Apple 1 หน่วยจะมีมูลค่าเพียง $1.20 แต่ในวันนี้จะมีมูลค่าสูงถึง $4.43 ล้าน (หากวัดตามจริงหลังการ split หุ้นเดิมนั้นจะมีมูลค่าราว $34,647) โดยสิ่งที่สำคัญของตัวอย่างนี้ไม่ใช่ว่านักลงทุนต้องเข้าซื้อสินทรัพย์ในปริมาณมากแต่เป็นเรื่องของการ “เข้าซื้อก่อน” ที่แม้จะใช้เงินน้อยแต่ให้ผลตอบแทนงดงาม
สำหรับ Bitcoin ในปี 2016 มูลค่าของมันยังคงอยู่ต่ำต้อยเพียงเหรียญละ $400 แต่มาในวันนี้ราคาของ Bitcoin เคยทะยานพุ่งขึ้นไปสูงเกิน $100,000 และต่อให้ราคาจะย่อตัวอย่างหนัก ผู้คนที่เข้าซื้อทันในช่วงแรกก็ยังคงกำไรอยู่อย่างไม่เดือดร้อน
บทเรียนที่ Kiyosaki พยายามจะสื่อคือ การลงทุนไม่ใช่เรื่องของปริมาณ และนักลงทุนก็ไม่จำเป็นต้องร่ำรวยมาก่อนถึงจะเริ่มได้ ขอเพียงแค่ลดการกินข้าวนอกบ้านสักนิด ลดค่ากาแฟสักหน่อย เอาเงินไปลงทุนกับคริปโทฯ เล็กน้อยที่ต่อให้เสียไปก็ไม่กระทบชีวิต
กลับกันหากตลาดคริปโทฯยังคงโตต่อเนื่องและซ้ำรอยปี 2016 ถึงปัจจุบัน เงินเล็กๆ น้อยๆ จำนวนดังกล่าวอาจมีมูลค่างอกเงยขึ้นเป็นหลายพันหลายหมื่นได้เช่นกัน ดังนั้นคุณจะปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปจริงๆ หรือ
มือใหม่ต้องระวัง
อย่างไรก็ตาม พ่อรวยได้เตือนว่าในตลาดมีการแบ่งแยกประเภทความเสี่ยงของเหรียญเป็น 4 ประเภทได้แก่ เสี่ยงต่ำ, เสี่ยงต่ำ-ปานกลาง, เสี่ยงปานกลาง, เสี่ยงสูง แต่สำหรับมือใหม่แล้วพวกเขาไม่รู้ถึงการมีอยู่ของลำดับเหล่านี้เลย พวกเขาหน้ามืดตามัวซื้อทุกอย่างที่กำลังเป็นกระแสไวรัล และเมื่อฟองสบู่แตก พวกเขาก็จะเสียเงินทั้งหมดไป ก่อนจะหันมาสาปแช่งว่าคริปโทฯ คือ “แชร์ลูกโซ่” หรือ “สแกม” ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสินทรัพย์เสมอไป แต่อยู่ที่ความไม่รู้ของพวกเขาเอง
มุมมองผู้เขียน : การเข้าซื้อสินทรัพย์ตั้งแต่ช่วงแรกๆ พร้อมเข้าใจระดับความเสี่ยงของเหรียญแต่ละประเภท จะเปลี่ยนการพนันตามกระแสให้กลายเป็นการสร้างโอกาสเติบโตทางการเงินระยะยาวอย่างแท้จริง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการเข้าซื้อเหรียญในช่วงที่กำลังป๊อปเป็นเรื่องที่ผิดเสมอไป

