bitkub-banner

พ่อรวยสอนลูก ติดหนี้อสังหาฯ 1.2 พันล้านดอลลาร์ Bitcoin ในพอร์ตจะรอดไหม 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Robert Kiyosaki พูดเปิดเผยว่าตนเองติดหนี้อยู่ประมาณ $1.2 พันล้าน แต่หลักฐานบ่งชี้ว่าส่วนใหญ่เป็นหนี้จากอสังหาฯ ไม่ใช่หนี้จากการลงทุนอื่นๆ เช่น Bitcoin
  • การติดหนี้เป็นจำนวนมหาศาลในรูปแบบของดอลลาร์ส่งผลทำให้เกิดความย้อนแย้งกับสิ่งที่เขาพูด แต่ความเคลื่อนไหวนี้ก็อาจเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในเวลาเดียวกัน
  • Kiyosaki ยังคงถือครองและสนับสนุน Bitcoin, ทองคำ และแร่เงินอย่างเป็นทางการ โดยมองว่า Bitcoin เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากระบบเงินตรา

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

หนี้สินจำนวนกว่า $1.2 พันล้านของ Robert Kiyosaki ผู้แต่งหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” ได้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งโดยหลักฐานระบุชัดว่าหนี้ส่วนใหญ่ของเขาเกิดขึ้นจากการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าเจ้าตัวจะใช้เวลาส่วนใหญ่บนโซเชียลแนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำ เงิน หรือ Bitcoin ก็ตาม

Robert Kiyosaki ผู้แต่งหนังสือขายดี “พ่อรวยสอนลูก” ล่าสุดได้สร้างความฮือฮาอีกครั้ง หลังออกมาเผยกับสื่อ  Vanity Fair ว่า  ตัวเขาเองกำลังแบกรับหนี้สินก้อนโตทะลุ 1.2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 4 หมื่นล้านบาท)  

เจ้าตัวเปิดเผยว่าขณะนี้เขากำลังเป็นหนี้กว่า $1.2 พันล้านแต่ส่วนใหญ่เป็นเงินที่ยืมมาเพื่อทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (ตึกอพาร์ทเม้นต์) ไม่ได้เอาไปลงทุนใน Bitcoin หรือทองคำตามที่เขาได้ชักชวนแนะนำบนโลกโซเชียล

ด้าน Kim Kiyosaki อดีตภรรยาและหุ้นส่วนทางธุรกิจของเขา ได้ออกมาเบรกความตื่นตระหนก โดยชี้แจงว่า ตัวเลข 1.2 พันล้านดอลลาร์นั้น เป็นหนี้รวมของหุ้นส่วนทั้งหมดที่ถือครองห้องพักกว่า 1,500 ยูนิตร่วมกัน ซึ่งคำชี้แจงของเธอแสดงให้เห็นว่าภาระความเสี่ยงส่วนตัวของเขานั้นอยู่น้อยกว่าตัวเลขที่เป็นข่าวอย่างมาก

ขณะเดียวกัน Vanity Fair ได้ประเมินสัดส่วนหนี้สินส่วนตัวของเขาไว้น้อยกว่านั้นมาก อาจอยู่ที่ราวๆ 30 ล้านถึง 60 ล้านดอลลาร์ โดยคำนวณย้อนกลับจากคำกล่าวอ้างของเขาที่มีรายได้ประมาณ 3 ล้านดอลลาร์ต่อปี 

อย่างไรก็ดี ตัวเลขของหนี้ที่ Kiyosaki เผยออกมาไม่ใช่ตัวเลขใหม่แต่อย่างใด และเคยมีการพูดถึงเป็นระยะๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องเพิ่งจะมาพลุแตกในตอนนี้เป็นผลมาจากการโหมไฟของสื่อใหญ่ที่จับตาประเด็นนี้มากขึ้นประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบันของสินทรัพย์ที่เขาชักชวนให้ลงทุน

ปากชังดอลลาร์ แต่พอร์ตโตด้วยหนี้เฟียต 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Kiyosaki พร่ำบอกผู้ติดตามนับล้านให้หนีตายจากเงินดอลลาร์ ที่เขาตราหน้าว่าเป็นเงินปลอมซึ่งกำลังใกล้จะล่มสลาย พร้อมเชียร์ให้ทุกคนหันไปกว้านซื้อสินทรัพย์หลบภัยอย่าง ทองคำ แร่เงิน และ Bitcoin แทน 

แต่ความย้อนแย้งคือ อาณาจักรความมั่งคั่งของเขากลับถูกสร้างขึ้นจากหนี้สินและอสังหาริมทรัพย์ โดยอาศัยการรีไฟแนนซ์และเครดิตราคาถูกจากธนาคาร ไม่ใช่สินทรัพย์ทางเลือกที่เขาออกหน้าโปรโมทแม้แต่น้อย 

เขาเตือนอยู่บ่อยครั้งว่าเครดิตถูกๆ และหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่พุ่งเฉียด 40 ล้านล้านดอลลาร์จะทำให้ระบบเศรษฐกิจพังพินาศ แต่โมเดลธุรกิจของเขากลับต้องพึ่งพาการปล่อยกู้ของระบบธนาคาร ซึ่งถ้าวันไหนดอกเบี้ยพุ่งทะยาน หรือแบงก์หยุดปล่อยกู้ อาณาจักรหนี้ของเขาก็อาจสะดุดล้มลงได้เช่นกัน 

แล้ว Bitcoin ในพอร์ต ของพ่อรวยจะรอดไหม? 

คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ หากโมเดลหนี้อสังหาฯ เกิดสะดุดขึ้นมาจริงๆ Bitcoin ในพอร์ตของเขาจะโดนหางเลขถูกบังคับขายไปด้วยหรือไม่? คำตอบในทางกฎหมายคือ น่าจะรอดเพราะหนี้ทั้งหมดถูกค้ำประกันด้วยตัวตึกและค่าเช่าภายใต้รูปแบบบริษัทโดยไม่ได้มีการนำคริปโทฯ ไปวางค้ำประกันแต่อย่างใด

ปัจจุบัน Kiyosaki ยังคงถือครอง Bitcoin เอาไว้ในพอร์ต (แม้จะไม่มีใครรู้จำนวนที่แน่ชัด) ซึ่งถึงแม้ก่อนหน้านี้เขาจะเคยสับขาหลอกขู่ว่าจะล้างพอร์ตเพื่อหนีไปลงทุนอย่างอื่น แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงกอด Bitcoin ไว้อย่างเหนียวแน่น และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของเหรียญคริปโทฯ เบอร์หนึ่ง 

สุดท้ายนี้ เขายังคงเดินหน้าทำนายอนาคตของ Bitcoin อย่างดุเดือด โดยทำนายว่าราคาอาจพุ่งทะยานทะลุ 250,000 ดอลลาร์ในรอบไซเคิลถัดไป และอาจไปได้ไกลแตะระดับ 750,000 ดอลลาร์ หากระบบเศรษฐกิจโลกพังพินาศลงตามที่เขาเคยลั่นวาจาเอาไว้จริงๆ

ที่มา: Beincrypto


มุมมองผู้เขียน : หากมองอีกมุมหนึ่งการติดหนี้เป็นเงินดอลลาร์ในยุคเงินเฟ้อ ก็อาจเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะเขาจะสามารถกู้เงินมาซื้อสินทรัพย์จริง เพื่อให้เงินเฟ้อช่วยด้อยค่ามูลค่าหนี้ในอนาคต ส่งผลทำให้การกู้เป็นดอลลาร์ก็จะไม่ใช่เรื่องย้อนแย้งในมุมของเขาอีกต่อไป แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากการล่มสลายของดอลลาร์ที่เขาทำนายไว้