<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

นรกแตก! ทองคำร่วงหนักกว่า 4% แถมแร่อื่น ๆ ดิ่งด้วย-หลังนักลงทุนเทขายหนีตลาดหุ้นเทค AI ถล่ม

สรุปข่าว
  • ทองคำและเงินร่วงลงอย่างรวดเร็วเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 โดยทองคำลดลงกว่า 4% เงินดิ่ง 10% และทองแดงลง 2.7% จากแรงกดดันของนักลงทุนที่ต้องขายเพื่อนำเงินไปปิดขาดทุนในตลาดหุ้น
  • สาเหตุหลักมาจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ถูกขายทิ้งอย่างหนัก หลังตลาดเริ่มตั้งคำถามกับมูลค่าการลงทุนด้าน AI หลายแสนล้านดอลลาร์ว่าจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ จนนักลงทุนหลายรายต้องขายทองคำและโลหะอื่น ๆ เพื่อสร้างสภาพคล่อง
  • นักวิเคราะห์ระบุว่าการร่วงครั้งนี้เกิดจากการซื้อขายแบบอัลกอริทึม ประกอบกับการเก็บกำไรหลังจากที่ทองคำและเงินปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish

การร่วงลงของทองคำและเงินส่งสัญญาณเชิงลบต่อสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากแม้แต่ทองคำซึ่งปกติถือเป็นสินทรัพย์กักตุนมูลค่ายังถูกขายทิ้ง แสดงให้เห็นว่านักลงทุนจำนวนมากใช้เลเวอเรจสูงเกินไป เมื่อขาดทุนในหุ้นจึงต้องขายสินทรัพย์อื่นเพื่อสร้างสภาพคล่อง ที่น่ากังวลคือการซื้อขายผ่านอัลกอริทึมทำให้ราคาปรับตัวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง สำหรับคริปโตซึ่งมีความสัมพันธ์สูงกับหุ้นเทคโนโลยี หากตลาดหุ้น AI ยังคงอ่อนแอต่อเนื่อง ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกขายทิ้งในลักษณะเดียวกัน ข้อมูลที่น่าติดตามคือการลงทุนด้าน AI ปัจจุบันใช้กระแสเงินสดของบริษัทไปถึง 75% หากผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาด อาจเกิดการขายทิ้งครั้งใหญ่ตามมา

ตลาดโลหะมีค่าประสบความผันผวนรุนแรงเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 หลังทองคำและเงินร่วงลงอย่างฉับพลัน จากข้อมูลของ Bloomberg สาเหตุหลักมาจากนักลงทุนที่กำลังประสบขาดทุนในตลาดหุ้นต้องขายทองคำและโลหะอื่น ๆ เพื่อนำเงินไปปิดสถานะขาดทุน โดยเฉพาะผู้ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก

ทองคำปรับตัวลงมากสุดถึง 4.1% ในขณะที่เงินร่วงลงถึง 10% ส่วนทองแดงที่ซื้อขายใน London Metal Exchange ลดลง 2.7% การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงแรงกดดันจากการขายที่เกิดขึ้นทั่วทั้งตลาด

หุ้นเทคโนโลยี AI ถูกขายทิ้ง ส่งผลกระทบทั่วตลาด

ต้นตอของความผันผวนครั้งนี้มาจากหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ที่ถูกขายทิ้งอย่างหนัก นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าการลงทุนด้าน AI หลายแสนล้านดอลลาร์จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้จริงหรือไม่ เมื่อหุ้นร่วงลง นักลงทุนหลายรายถูกบังคับให้ขายสินทรัพย์อื่น ๆ เพื่อสร้างสภาพคล่อง

Nicky Shiels จาก MKS Pamp SA กล่าวว่า “ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนเป็นการเคลื่อนไหวแบบหลีกหนีความเสี่ยง”

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ระบุว่าบรรยากาศการหลีกหนีความเสี่ยงที่เกิดจากความกังวลเรื่อง AI ในหุ้นเริ่มขยายตัวไปยังสินทรัพย์อื่น โดยโลหะต่าง ๆ ร่วงลงอย่างทันทีในสิ่งที่ดูเหมือนการซื้อขายผ่านอัลกอริทึมอัตโนมัติ

Michael Ball นักวิเคราะห์มาโคร MLIV อธิบายว่า “แม้ราคาจะฟื้นตัวเล็กน้อย แต่โลหะโดยรวมยังคงถูกกดดันอย่างหนัก เป็นการเคลื่อนไหวลงแบบฉับพลัน ดูเหมือนการขายโดยกลยุทธ์เชิงระบบ คือการลดความเสี่ยงที่ขับเคลื่อนด้วยโมเมนตัม ซึ่งมักพบเห็นจากกองทุน CTA เมื่อระดับราคาสำคัญถูกทะลุลง”

การเก็บกำไรหลังราคาปรับตัวขึ้นแรง

อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ทองคำและเงินร่วงลงคือการเก็บกำไร เนื่องจากก่อนหน้านี้ทั้งสองโลหะปรับตัวขึ้นอย่างแรงจากการซื้อของนักเก็งกำไร เมื่อราคาเริ่มอ่อนตัว นักลงทุนจึงรีบขายเพื่อเก็บกำไร

Ole Hansen นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก Saxo Bank อธิบายว่า “สำหรับทองคำและเงิน การซื้อขายส่วนใหญ่ยังคงขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่นและโมเมนตัม ในวันที่ตลาดผันผวนแบบนี้ ราคาจะถูกกดดันอย่างหนัก”

ณ เวลา 11:37 น. ในนิวยอร์ก ทองคำ spot ปรับตัวลง 2.7% มาอยู่ที่ $4,951.23 ต่อออนซ์ (ประมาณ 158,438 บาท) ส่วนเงินร่วงลง 7.4% มาอยู่ที่ $77.98 ต่อออนซ์ (ประมาณ 2,495 บาท) แพลตินัมและแพลเลเดียมก็ปรับตัวลงเช่นกัน ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แทบไม่เปลี่ยนแปลง

ความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI

การร่วงลงของทองคำและเงินครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับฟองสบู่ AI ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2026 ตลาดประสบเหตุการณ์ที่นักวิเคราะห์หลายรายเรียกว่า “flash crash” ซึ่งทำให้มูลค่าตลาดหายไปหลายล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก ไม่เพียงในตลาดหุ้น แม้แต่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและเงินก็ได้รับผลกระทบ

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ใช้เงินลงทุนด้าน AI เกือบ 300 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 9.6 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 51.2 ล้านล้านบาท) จนถึงปี 2029 ตัวเลขดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์หลายรายเปรียบเทียบกับยุค dot-com ที่เกิดฟองสบู่แตกเมื่อกว่า 20 ปีก่อน

ปัจจุบันตัวชี้วัด Buffett Indicator อยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 223% ของ GDP ในขณะที่ CAPE ratio อยู่ที่ 39.9 ซึ่งเป็นระดับที่สูงเป็นอันดับสองในรอบ 150 ปี นักวิเคราะห์บางรายประเมินว่ามีความเป็นไปได้ 65-93% ที่ตลาดจะปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก JPMorgan Chase และ Goldman Sachs ระบุว่าการขายหุ้นซอฟต์แวร์ครั้งนี้ “กว้างเกินไป” และมองว่ามีโอกาสฟื้นตัว

David Solomon ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Goldman Sachs กล่าวเมื่อวันอังคารว่าเขาเห็นว่าการขายทิ้งครั้งนี้กว้างเกินความจำเป็น


ในความเห็นของผู้เขียน เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่าตลาดการเงินโลกอยู่ในสภาวะเปราะบาง การที่แม้แต่ทองคำซึ่งควรเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยยังถูกขายทิ้งเพื่อสร้างสภาพคล่องแสดงให้เห็นว่านักลงทุนจำนวนมากใช้เลเวอเรจสูงเกินไป ประเด็นที่น่ากังวลมากกว่าคือความผันผวนนี้เกิดจากความกังวลเรื่อง AI ซึ่งเป็นธีมการลงทุนหลักในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

หากฟองสบู่ AI แตก ผลกระทบจะขยายไปทั่วทั้งตลาด รวมถึงคริปโตด้วย คาดว่าในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า ทองคำจะยังคงผันผวนในช่วง $4,700-5,200 (ประมาณ 150,400-166,400 บาท) ต่อออนซ์ ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของตลาดหุ้นเทคโนโลยี หากหุ้นเทคยังคงอ่อนแอ ทองคำอาจถูกขายทิ้งเพิ่มเติม สำหรับนักลงทุน ควรระมัดระวังและลดการใช้เลเวอเรจ เนื่องจากตลาดมีความเสี่ยงสูงและอาจเคลื่อนไหวรุนแรงกว่าที่คาดการณ์

ที่มา: Bloomberg,CNBC,Financer,Investing.com