สรุปข่าว
- เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวประกาศว่าสหรัฐฯ เตรียมยึดน้ำมันอิหร่าน “ทั้งหมด” ซึ่งนับเป็นการยกระดับความตึงเครียดระหว่างสองประเทศครั้งใหม่
- ข่าวนี้มาท่ามกลางสถานการณ์ที่ร้อนแรงอยู่แล้ว ทั้งราคาน้ำมันดิบที่พุ่งแตะ $91.50 ต่อบาร์เรล และกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่เริ่มคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
- ต้องจับตาว่าตลาดคริปโตและสินทรัพย์เสี่ยงจะตอบสนองต่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างไร โดยเฉพาะหากสถานการณ์บานปลายเป็นความขัดแย้งทางทหาร
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับนี้มักทำให้นักลงทุนหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโต ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงยังเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ คุมนโยบายการเงินให้เข้มงวดนานขึ้น ส่งผลลบต่อสภาพคล่องในตลาด
เมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 7 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก Watcher.Guru เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวออกมาแถลงว่าสหรัฐอเมริกาเตรียมดำเนินการยึด “น้ำมันทั้งหมด” จากอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการยกระดับการเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศครั้งสำคัญ แถลงการณ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกในทันที โดยเฉพาะในช่วงที่ภาพรวมสถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังร้อนแรงที่สุดในรอบหลายปี
บริบทที่ทำให้ข่าวนี้หนักกว่าที่คิด
การประกาศครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดดๆ แต่มาในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านพุ่งสูงที่สุดในรอบหลายปี ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่งกว่า 16% แตะ $91.50 ต่อบาร์เรลในวันเดียว ขณะที่ กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มส่งเรือคุ้มกันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และ ทรัมป์ยังประกาศโครงการประกันภัยต่อมูลค่า $2 หมื่นล้านสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าว
ยิ่งไปกว่านั้น รายงานยังชี้ว่ารัสเซียกำลังส่งข้อมูลเป้าหมายให้อิหร่านเพื่อโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง รวมถึงตำแหน่งเรือรบและอากาศยาน ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์มีความเสี่ยงต่อการบานปลายสูงขึ้น และก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีกลาโหมอิหร่านถูกลอบสังหารภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังรับตำแหน่ง ส่งผลให้ตลาดคริปโตดิ่งหนักในครั้งนั้น ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้มีโครงสร้างที่ซับซ้อนและยากจะคลี่คลายเร็วๆ นี้
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยกระดับขึ้นในลักษณะนี้มักส่งผลลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น เมื่อความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนสถาบันมักโยกเงินออกจาก Bitcoin และ altcoin เพื่อถือสินทรัพย์ปลอดภัยกว่าอย่างทองคำหรือพันธบัตรรัฐบาล อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่าในระยะหลัง Bitcoin ได้รับการมองว่าเป็น “ทองดิจิทัล” มากขึ้น ซึ่งอาจดึงดูดเงินส่วนหนึ่งในกรณีที่ตลาดเชื่อว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อ
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือเรื่องราคาน้ำมัน เพราะหากน้ำมันยังพุ่งต่อเนื่องจากระดับ $91.50 ที่บันทึกไว้ล่าสุด แรงกดดันเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องคุมนโยบายการเงินแบบเข้มงวดไปอีกนาน ซึ่งหมายถึงสภาพคล่องในตลาดจะยิ่งตึงตัว และนั่นไม่เป็นผลดีต่อคริปโตแน่นอน นอกจากนี้ คดีที่วุฒิสภาสอบสวน Binance เรื่องเงินไหลผ่านอิหร่าน $1.7 พันล้าน ก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงเฉพาะเจาะจงต่อวงการคริปโตที่ต้องจับตาด้วย
สัญญาณเตือนที่ตลาดต้องจับตา
นักวิเคราะห์แนะนำให้ติดตามสัญญาณหลายอย่างในช่วงนี้ ได้แก่ ปฏิกิริยาของอิหร่านต่อการประกาศยึดน้ำมัน ซึ่งอาจนำไปสู่การตอบโต้ในช่องแคบฮอร์มุซหรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน ท่าทีของสหประชาชาติและพันธมิตรสหรัฐฯ รวมถึงทิศทางราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่ง Qatar เคยเตือนว่าอาจพุ่งถึง $150 ต่อบาร์เรลในกรณีเลวร้าย สำหรับตลาดคริปโตโดยเฉพาะ ควรดูการไหลเข้า-ออกของ Bitcoin ETF และตัวชี้วัดความกลัวในตลาดอย่าง Crypto Fear & Greed Index เพื่อประเมินว่าผู้เล่นสถาบันกำลังลดความเสี่ยงอยู่หรือเปล่า
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้หนักมากกว่าที่หลายคนอาจคิด เพราะมันไม่ใช่แค่การขู่ทางการทูตธรรมดา แต่เป็นการประกาศนโยบายที่หากนำมาปฏิบัติจริง จะเท่ากับสหรัฐฯ ยกระดับความขัดแย้งเป็นการเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจโดยตรง อิหร่านมีไม้ตายสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซที่น้ำมันกว่า 20% ของโลกต้องผ่าน การปิดช่องแคบแม้แค่บางส่วนจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งแนวดิ่ง และถ้าเป็นแบบนั้น ตลาดคริปโตก็จะดิ่งตามในระยะสั้นแน่นอน สิ่งที่ผู้เขียนจับตาคือ ตลาดจะมองว่านี่เป็น “สงครามจริง” หรือแค่ “การบลัฟ” เพราะถ้าเชื่อว่าเป็นแค่การบลัฟ อาจเห็น Bitcoin ดีดกลับขึ้นได้เร็วหลังจากร่วงในรอบแรก
เครดิตภาพจาก @THEM4STERr

