สรุปข่าว
- ซาอุดีอาระเบียประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมัน 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิด ส่งผลให้ตะวันออกกลางสูญเสียรายได้กว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน
- วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากคำเตือนของทรัมป์ต่ออิหร่านและสัญญาณการแทรกแซงทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งแรงและตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูญมูลค่าไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์
- แม้วิกฤตจะรุนแรง แต่ตลาดคริปโตกลับยืนหยัดได้ดี โดย Bitcoin ยังอยู่ที่ $73,538 (+4.6%) และ Ethereum อยู่ที่ $2,195 (+5.6%)
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
แม้วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์จะรุนแรง แต่ตลาดคริปโตกลับแสดงความยืดหยัด โดย Bitcoin ยังคงปรับตัวขึ้น +4.6% อยู่ที่ $73,538 และ Ethereum ขึ้น +5.6% อยู่ที่ $2,195 สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มมอง Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงมากขึ้นแม้ในยามวิกฤต
เมื่อคืนวันที่ 13 มี.ค. 2569 ตามรายงานจาก Ash Crypto ซาอุดีอาระเบียได้ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดของโลกยังคงถูกปิดอยู่ การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางสูญเสียรายได้มากถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์ทุก ๆ วัน วิกฤตด้านอุปทานน้ำมันระดับโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังทุกตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม ตลาดคริปโตกลับแสดงความยืดหยัดอย่างน่าสนใจ โดย Bitcoin ยังคงปรับตัวขึ้นกว่า 4% ท่ามกลางวิกฤต
วิกฤตซ้ำซ้อน เมื่ออุปทานน้ำมันโลกสั่นคลอนพร้อมกัน
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาเตือนอิหร่านถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีทางทหาร พร้อมส่งสัญญาณให้กองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อ่านข่าวเดิม
การที่ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจลดกำลังผลิตน้ำมันในช่วงเวลาเดียวกับที่ช่องแคบฮอร์มุซปิดนั้น ถือเป็นวิกฤตซ้ำซ้อนที่ยากจะรับมือ ตลาดโลกกำลังเผชิญภาวะอุปทานน้ำมันขาดแคลนจากสองทิศทางพร้อมกัน ทั้งจากปริมาณการผลิตที่ลดลงและเส้นทางขนส่งที่ถูกปิดตาย ผลที่ตามมาคือราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูญมูลค่าตลาดไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา ตามที่ Siam Blockchain ได้รายงานไว้ใน บทความก่อนหน้า
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
แม้วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ระดับนี้มักทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง แต่ตลาดคริปโตกลับตอบรับในทิศทางตรงกันข้าม Bitcoin ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ $73,538 (+4.6%) ขณะที่ Ethereum พุ่ง +5.6% มาอยู่ที่ $2,195 สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มมอง Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (hedge) มากขึ้นในยามที่ตลาดหุ้นและน้ำมันผันผวนหนัก
น่าสังเกตว่า JP Morgan ได้ออกมาชี้ว่าวิกฤตโลกอาจทำให้ Bitcoin โดดเด่นขึ้นในฐานะ “ทองคำดิจิทัล” ตามที่ Siam Blockchain รายงานไว้ใน บทความที่เกี่ยวข้อง ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับมุมมองที่ว่า Bitcoin กำลังค่อย ๆ แยกตัวจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วไป อย่างไรก็ตาม การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากน้ำมันประมาณ 20% ของโลกต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นจากราคาน้ำมันอาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกตัดสินใจนโยบายการเงินได้ยากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตในระยะกลาง แม้ขณะนี้จะยังยืดหยัดได้ดี
ตัวแปรที่ต้องจับตาในวันข้างหน้า
สิ่งที่ตลาดกำลังรอดูอยู่ในขณะนี้มีหลายประการ ได้แก่ ท่าทีตอบสนองของอิหร่านต่อการเตือนของทรัมป์ ความคืบหน้าของการเจรจาทางการทูตเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง รวมถึงการตัดสินใจของกลุ่มประเทศโอเปกพลัสว่าจะมีการปรับกำลังผลิตเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นอกจากนี้ ปัจจัยด้านนโยบายการเงินก็ยังมีน้ำหนัก เนื่องจากทรัมป์เพิ่งกดดันให้ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ เจย์ พาวเวลล์ ลดดอกเบี้ยโดยเร็ว แต่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากวิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามต้องการ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมตลาดคริปโตต่อไปอีก
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้หนักมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ข่าวเดียว แต่เป็นการที่วิกฤตหลายอย่างมาซ้อนกันพร้อมกัน ทั้งช่องแคบปิด ซาอุฯ ตัดผลิต ราคาน้ำมันพุ่ง และตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนักไปแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่ามกลางวิกฤตทั้งหมดนี้ Bitcoin กลับยืนเหนือ $73,000 และขึ้นมาเกือบ 5% ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่านักลงทุนเริ่มมอง Bitcoin ต่างจากสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือถ้าวิกฤตยืดเยื้อออกไปหลายสัปดาห์ ผลกระทบต่อเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันอาจส่งผลให้ Fed ลดดอกเบี้ยไม่ได้ตามที่ตลาดคาด ซึ่งตรงนั้นอาจกดดัน Bitcoin ได้ในระยะกลาง
เครดิตภาพจาก @AshCrypto

