bitkub-banner

SWIFT นำร่อง 30 แบงก์ ลุยบล็อกเชนโอนเงินข้ามประเทศปี 2026

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • SWIFT ร่วมมือกับ 30 แบงก์ยักษ์ใหญ่ดันโปรเจกต์ “Shared Ledger” บนบล็อกเชนเข้าสู่ช่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์ (MVP) เพื่อเตรียมพร้อมใช้จริงครึ่งหลังปี 2026
  • เลือกใช้ Hyperledger Besu สร้างระบบที่คุยกับระบบแบงก์เดิมรู้เรื่อง และรองรับโลกสินทรัพย์ดิจิทัล โอนเงินผ่านโทเค็นได้แบบ Real-time 24/7 ตัดปัญหาแบงก์ตัวกลาง
  • เป้าหมายปี 2026 เตรียมใช้จริงกับธุรกรรมสด รองรับเทรนด์ RWA อย่างพันธบัตร อสังหาฯ และเครดิตคาร์บอนเต็มสูบ

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

SWIFT จับมือ 30 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เตรียมพลิกโฉมการโอนเงินข้ามประเทศด้วยโปรเจกต์ “Shared Ledger” โดยดึงเทคโนโลยีบล็อกเชน EVM มาใช้ตัดแบงก์ตัวกลางทิ้ง แล้วเปลี่ยนมาโอนผ่านโทเคนเงินฝากแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ตัวระบบเตรียมเปิดรันธุรกรรมจริงในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ปูทางไปสู่การซื้อขายสินทรัพย์ในโลกจริง (RWA) อย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา SWIFT ซึ่งเปรียบเสมือนเสาหลักของการโอนเงินข้ามประเทศ ได้ประกาศเดินหน้าโปรเจกต์ “Shared Ledger” เข้าสู่ขั้นตอนพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับใช้งานจริงอย่างเป็นทางการ หลังผ่านการทดสอบเบื้องต้นสำเร็จ

เป้าหมายหลักของโปรเจกต์นี้คือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ที่ทำให้ Tokenized Deposit หรือเงินฝากที่ถูกโทเคไนซ์ของธนาคารต่างๆ ทั่วโลก สามารถ ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ และรองรับการชำระเงินข้ามพรมแดนแบบ เรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน โดยไม่มีวันหยุด

การพัฒนา MVP ในครั้งนี้ มีสถาบันการเงินชั้นนำจากทั่วโลกกว่า 30 แห่ง เข้าร่วม ซึ่งรวมถึงชื่อที่คุ้นหูอย่าง BNP Paribas, HSBC และ MUFG (Mitsubishi UFJ Financial Group) โดยทั้งหมดกำลังร่วมกันทดสอบและตรวจสอบระบบ โดยตั้งเป้าที่จะเริ่มทำธุรกรรมจริงให้ได้ภายในปี 2026

เบื้องหลังใช้ EVM สับสวิตช์เชื่อมโลกการเงินเก่า-ใหม่

ในด้านเทคโนโลยี SWIFT เลือกใช้ Hyperledger Besu ซึ่งเป็นบล็อกเชนที่รองรับ Ethereum Virtual Machine (EVM) เป็นแกนหลักของระบบ การเลือกใช้ EVM-compatible chain แบบนี้ถือเป็นจุดที่น่าสนใจมาก สิ่งนี้หมายความว่าระบบของ SWIFT จะมีความเข้ากันได้สูงกับระบบธนาคารเดิมที่มีอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็ยังรองรับการขยายตัวได้ดีในอนาคต

พูดง่ายๆ คือ SWIFT พยายามออกแบบระบบที่เชื่อมโลกการเงินแบบเก่าเข้ากับโลกสินทรัพย์ดิจิทัลแบบใหม่ ได้อย่างราบรื่น โดยที่สถาบันการเงินไม่ต้องทิ้งโครงสร้างเดิมทั้งหมดแล้วเริ่มใหม่จากศูนย์

ลดค่าธรรมเนียม ตัดตัวกลางออก 

หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของ Shared Ledger คือการ ลดความจำเป็นของระบบธนาคารตัวแทน ที่ซับซ้อนและมีหลายชั้น ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของระบบโอนเงินระหว่างประเทศในปัจจุบัน 

ใครที่เคยโอนเงินข้ามประเทศคงรู้ดีว่า กว่าเงินจะไปถึงปลายทาง ต้องผ่านธนาคารตัวกลางหลายแห่ง แต่ละแห่งก็เก็บค่าธรรมเนียมซ้อนไปเรื่อยๆ ใช้เวลาหลายวัน และบางทียังติดปัญหาเรื่องเขตเวลาอีกด้วย 

Shared Ledger จะเปลี่ยนภาพลักษณ์นี้ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการเปิดให้ธนาคารสามารถ โอนเงินถึงกันโดยตรงผ่านบัญชีแยกประเภทที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างประเทศลงได้อย่างมหาศาล พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสภาพคล่องระหว่างธนาคาร ซึ่ง SWIFT คาดว่าจะช่วยยกระดับ ประสิทธิภาพการใช้เงินทุนระดับโลก ให้สูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แผนอนาคต ไม่ได้หยุดแค่โอนเงิน 

SWIFT วางแผนที่จะทำธุรกรรมจริงครั้งแรกด้วยสกุลเงิน Fiat และสินทรัพย์จริงให้สำเร็จภายใน ครึ่งหลังของปี 2026 จากนั้นจะขยายขอบเขตการรองรับไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ อีกมากมาย 

ในอนาคต Shared Ledger จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การโอนเงินข้ามประเทศ แต่จะรองรับการชำระเงินสำหรับ สินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกโทเคไนซ์ (RWA) หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น พันธบัตรโทเคไนซ์ อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่คาร์บอนเครดิต 

นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า SWIFT กำลังวางตัวเองให้เป็น โครงสร้างพื้นฐานหลักที่รองรับการเติบโตแบบระเบิดของตลาด RWA ซึ่งหลายสำนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเป็นตลาดที่มีมูลค่าหลาย ล้านล้านดอลลาร์ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า


มุมมองผู้เขียน: การขยับตัวล่าสุดของ SWIFT ซึ่งถือเป็นผู้กุมกฎเกณฑ์การโอนเงินระหว่างประเทศระดับโลกตัดสินใจสร้างระบบใหม่ที่รองรับ EVM ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนคืออนาคตของโลกการเงินยุคใหม่ที่เร็วกว่า ถูกกว่า และดีกว่าระบบดั้งเดิมอย่างเทียบไม่ติด

  • ที่มาข่าว:coinpost
  • ที่มาภาพ:bbc