สรุปข่าว
- ปัจจุบัน BitMine สามารถสะสม Ethereum ทะลุ 5 ล้าน ETH และเข้าใกล้เป้าหมายการครองอุปทาน 5% โดยขาดอีกเพียง 16% ซึ่งถือว่ามีแต้มต่อเหนือกว่า Strategy
- สาเหตุที่ BitMine จะบรรลุเป้าหมายได้ก่อน เนื่องจากต้องการเงินทุนเพิ่มน้อยกว่าและโมเดลธุรกิจเอื้อให้เกิดรายได้ต่อเนื่องจากการนำ ETH ไป Staking
- กลับกัน Strategy ต้องหาเงินทุนมหาศาลผ่านการระดมทุน ซึ่งสร้างภาระดอกเบี้ยและเงินปันผลที่ต้องจ่ายโดยไม่มีกระแสเงินสดจากสินทรัพย์มารองรับ
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
ศึกการกว้านซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่งบดุลบริษัทระหว่าง Strategy และ BitMine กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยขณะนี้ BitMine มีแต้มต่อและถูกคาดการณ์ว่าจะถึงเป้าหมายได้ก่อน เนื่องจากพวกเขาห่างจากเป้าเพียง 16% และต้องการเงินทุนเพิ่มอีกเพียง 2.4 พันล้านดอลลาร์ ที่สำคัญคือ BitMine สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่องจากการนำ ETH ไป Staking ต่างจาก Strategy ที่แม้จะเดินหน้าซื้อ BTC อย่างดุดันจนห่างจากเป้าหมาย 1 ล้าน BTC อยู่ 18% แต่ต้องแบกรับภาระต้นทุนมหาศาลจากการระดมทุนและการกู้ยืมกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์
หากพูดถึงยักษ์ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการนำคริปโตเข้าสู่คลังสำรองของบริษัท Strategy และ BitMine ภายใต้การนำของ Michael Saylor และ Tom Lee จะเป็นชื่อที่เราได้ยินกันเสมอ ทำให้การขับเคี่ยวในครั้งนี้กลายเป็นศึกชิงบัลลังก์ที่น่าจับตามองว่า ใครจะเป็นผู้เข้าเส้นชัยไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จเป็นรายแรก
สถานการณ์ปัจจุบัน
ปัจจุบัน Bitmine มีแต้มต่อเหนือกว่า Strategy อย่างชัดเจน โดยยอดการถือครอง Ethereum ของพวกเขาอยู่ห่างจากเป้าหมายอีกแค่เพียง 16% เท่านั้น เมื่อเทียบกับ Strategy ที่ยังห่างอีก 18%
ล่าสุด BitMine เพิ่งเพิ่มยอดการถือครองทะลุ 5 ล้าน ETH เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ขยับเข้าใกล้เป้าหมายครองอุปทาน 5% ไปอีกขั้น โดย Ethereum ทั้งหมดที่ถือครองมีมูลค่าประมาณ $1.15 หมื่นล้าน มีราคาเฉลี่ยที่ $2,314 ต่อเหรียญ แต่หากรวมสินทรัพย์สุทธิแล้ว BitMine จะมีมูลค่า $1.33 หมื่นล้าน โดยส่วนที่เหลือจะเป็นการถือหุ้นและเงินสด

สำหรับทางฝั่งของ Strategy ในขณะนี้ได้เดินหน้าสะสม Bitcoin ไปแล้วถึง 818,334 BTC ซึ่งถือว่าเข้าใกล้เป้าหมายใหญ่ที่ 1 ล้าน BTC มากขึ้นทุกที โดยเหลือระยะทางอีกเพียง 181,666 BTC เท่านั้นก็จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
ทั้งนี้จากต้นทุนราคาเข้าซื้อเฉลี่ยที่ 75,537 ดอลลาร์ต่อ BTC ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าการถือครองสินทรัพย์นี้รวมสูงถึงกว่า 6.18 หมื่นล้านดอลลาร์
ใครจะไปถึงฝันก่อน
หากวัดกันที่ตัวเลขการถือครองอย่างเดียว BitMine ก็มีสิทธิ์คว้าชัยในศึกนี้อย่างไม่ยากเย็นเพราะพวกเขาต้องหาเงินมาเติมเพิ่มอีก $2.4 พันล้านเท่านั้น ในขณะที่ทาง Strategy ต้องหาเงินมาอีกกว่า $1.4 หมื่นล้านหากคิดราคาเฉลี่ยถัดจากนี้ที่ $77,000 ต่อ BTC หรือก็คือต้องหาเงินมากกว่าคู่แข่งถึง 6 เท่าตัว
ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่หาก Strategy ยังคงรักษาระดับและเข้าซื้อ Bitcoin อย่างต่อเนื่องพวกเขาก็อาจบรรลุเป้าหมายได้เร็วที่สุดในช่วงเดือนธันวามคมที่จะถึงนี้
อย่างไรก็ดี วิธีการระดมทุนของทั้งสองบริษัทนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฝั่ง Strategy เลือกแนวทางระดมทุนผ่านการขายหุ้นและการออกหุ้นเพิ่มทุนในตลาด แม้กลยุทธ์นี้จะได้รับความนิยม แต่ก็นำมาซึ่งภาระทางการเงินมหาศาล โดยบริษัทต้องแบกรับค่าใช้จ่ายหรือภาระผูกพันรายปีสูงถึง 1.49 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่สินทรัพย์อย่าง Bitcoin ที่บริษัทถือครองอยู่นั้น ไม่มีผลตอบแทนหรือกระแสเงินสดกลับเข้ามาเลี้ยงตัวเองได้เลย
ในทางกลับกัน BitMine เลือกใช้โมเดลที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง โดยการนำ ETH จำนวน 3.7 ล้านเหรียญไปวางค้ำประกัน หรือ Staking เพื่อเป็นผู้ตรวจสอบธุรกรรมบนเครือข่าย ซึ่งสร้างผลตอบแทนประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี คิดเป็นรายได้ราว 264 ล้านดอลลาร์ต่อปี และหากมีการวางค้ำประกันเต็มจำนวน ผลตอบแทนดังกล่าวจะขยับสูงขึ้นไปแตะระดับ 363 ล้านดอลลาร์ต่อปีทันที
โดยสรุปแล้ว หากพิจารณาจากโมเดลธุรกิจทั้งหมด BitMine ดูมีความได้เปรียบและมีโอกาสบรรลุเป้าหมายการสะสมสินทรัพย์ได้ก่อน Strategy เนื่องจากพวกเขามีความคล่องตัวทางการเงินสูงกว่า ไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนทางการเงินที่หนักหน่วงเหมือนการกู้ยืมหรือการระดมทุนเพิ่ม และที่สำคัญคือ พวกเขาสามารถสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการออกหุ้นเพื่อเพิ่มทุนเพียงอย่างเดียว
แสดงว่า Ethereum จะแซง Bitcoin?
อย่างไรก็ดี แม้ผลจากการประเมินจะแสดงชัดว่า BitMine จะเป็นผู้ชนะ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า Ethereum จะทำผลงานได้เหนือกว่า Bitcoin เสมอไป สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างแน่นอนและมีนัยสำคัญมากกว่าคือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของตลาดคริปโตในระยะยาว เพราะกลยุทธ์การถือครองสินทรัพย์ของสองบริษัทนี้ส่งผลกระทบต่อตลาดคนละแบบ
ในกรณีของ Strategy สิ่งที่พวกเขาทำอยู่ในขณะนี้คือการกว้านซื้อ Bitcoin มาเก็บไว้เฉยๆ โดยไม่มีแผนนำไปใช้ประโยชน์อื่น ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของตลาดจึงพุ่งเป้าไปที่การกระจุกตัวของอุปทานจำนวนมหาศาลภายใต้การบริหารจัดการขององค์กรเดียว เพราะหากวันหนึ่งนโยบายเกิดเปลี่ยนไปหรือมีการตัดสินใจทำอะไรกับเหรียญจำนวนมหาศาลนั้นขึ้นมา มันอาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อสภาพคล่องของเครือข่าย Bitcoin ได้ทันที

ในทางกลับกัน โมเดลของ BitMine นั้นแตกต่างออกไป เพราะ Ethereum ที่บริษัทสะสมได้ทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ผ่านการ Staking เพื่อสร้างกระแสเงินสด หมายความว่าหาก BitMine ทำสำเร็จตามแผน อุปทานของ Ethereum กว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของทั้งตลาดจะถูกลบหายออกไปจากสภาพคล่องและถูกล็อกไว้อย่างถาวร ทำให้นำออกมาซื้อขายหมุนเวียนในตลาดไม่ได้
และเมื่อใดก็ตามที่สถาบันการเงินเริ่มทำตามแนวทางของ BitMine นั่นจะก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนอุปทานอย่างหนักตามมา เมื่อปริมาณเหรียญที่หมุนเวียนจริงมีน้อยลงในขณะที่ความต้องการยังคงอยู่หรือเพิ่มสูงขึ้น กลไกตลาดจะผลักดันราคาให้พุ่งสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้โครงสร้างของตลาดคริปโตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ที่มา : Beincrypto
มุมมองผู้เขียน : โมเดลการเก็บคริปโตในงบดุลเป็นคลังสำรองของบริษัทจดทะเบียน หากดูภายนอกก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี เพราะช่วยดูดซับแรงขาย เพิ่มแรงซื้อ และกระตุ้นการยอมรับ แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่กำลังทำลายโดยไม่รู้ตัว หรืออาจจะรู้ตัว คือการที่พวกเขาเริ่มบั่นทอนการกระจายอำนาจ ซึ่งถือเป็นรากเหง้าหลักของคริปโต โดยไม่แน่ว่าในอนาคตเมื่อเป้าหมายพวกเขาสำเร็จอาจกลายเป็นผู้ที่ครอบงำทิศทางของราคาได้
