bitkub-banner

ธนาคารยักษ์ชี้ DeFi ยังแกร่ง แม้เพิ่งโดนแฮ็กเกอร์กวาดเงินทะลุ 292 ล้านดอลลาร์

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ธนาคาร Standard Chartered ประเมินว่าระบบการเงินแบบกระจายศูนย์หรือ DeFi ยังคงมีความแข็งแกร่งและสามารถยืนหยัดอยู่ได้แม้จะเพิ่งเผชิญกับเหตุการณ์โจมตีแพลตฟอร์ม KelpDAO ที่สร้างความเสียหายมูลค่ากว่า 292 ล้านดอลลาร์จนส่งผลให้เกิดปัญหาสภาพคล่องอย่างหนักบนเครือข่ายก็ตาม
  • นักวิเคราะห์ยังคงมองโลกในแง่ดีโดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดของสินทรัพย์ในโลกแห่งความจริงที่ถูกแปลงเป็นโทเคนหรือ RWA จะเติบโตพุ่งสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2028 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการปล่อยกู้บนระบบนิเวศคริปโตและสภาพคล่องของเหรียญ Stablecoin
  • แพลตฟอร์ม Aave และกลุ่มบริษัทในอุตสาหกรรมได้ร่วมมือกันอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 300 ล้านดอลลาร์เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบพร้อมทั้งเร่งผลักดันการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อลดการพึ่งพา Cross-chain bridge ซึ่งมักตกเป็นเป้าหมายหลักในการโจมตีของแฮ็กเกอร์

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

การถูกแฮ็กมูลค่ามหาศาลถือเป็นข่าวร้ายที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะสั้นแต่การที่กลุ่มสถาบันและแพลตฟอร์มต่างๆ สามารถร่วมมือกันอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกอบกู้สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วนั้นช่วยสกัดกั้นความตื่นตระหนกและแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของระบบนิเวศทำให้ผลกระทบต่อราคาในภาพรวมมีจำกัด

ธนาคารเพื่อการลงทุน Standard Chartered เปิดเผยรายงานระบุว่าระบบ DeFi นั้นแค่เสียศูนย์แต่ยังไม่ถึงขั้นพังทลาย หลังจากเกิดเหตุการณ์โจมตีครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายกว่า 292 ล้านดอลลาร์และเผยให้เห็นถึงความเสี่ยงเชิงระบบที่ซ่อนอยู่

การโจมตีบนแพลตฟอร์ม KelpDAO ได้ลุกลามไปยัง Aave ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มปล่อยกู้ DeFi ที่ใหญ่ที่สุด หลังจากที่โทเคนที่ถูกขโมยไปถูกนำมาใช้เป็นหลักประกันในการยืมสินทรัพย์อื่นๆ ออกไป เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรง โดยโปรโตคอลมีปริมาณเงินฝากลดลงถึง 38% และยอดการปล่อยกู้ลดลง 31% ซึ่งทางธนาคารเปรียบเทียบว่าสถานการณ์นี้คล้ายกับสภาวะแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร (Bank run) เลยทีเดียว

แม้ตลาดจะตื่นตระหนก แต่รายงานระบุว่ามูลค่าตลาดของสินทรัพย์ในโลกแห่งความจริงที่ถูกแปลงเป็นโทเคน (RWA) ยังคงมีแนวโน้มพุ่งไปแตะระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ได้ภายในสิ้นปี 2028 โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสินเชื่อในโลก DeFi และสภาพคล่องของ Stablecoin โดย Geoff Kendrick หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลของ Standard Chartered ระบุว่าตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวนับเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากระดับ 35,000 ล้านดอลลาร์ที่ประเมินไว้ในเดือนตุลาคม 2025

การแฮ็กและการเจาะช่องโหว่ยังคงเป็นความเสี่ยงหลักในโลก Crypto ซึ่งคอยบั่นทอนความเชื่อมั่นของระบบที่ทำงานด้วยโค้ดคอมพิวเตอร์แทนตัวกลาง ไม่ว่าจะเป็นข้อบกพร่องใน Smart contract การหลอกลวงแบบ Phishing และจุดอ่อนของ Cross-chain bridge ต่างก็เปิดช่องให้แฮ็กเกอร์เข้าถึงแหล่งสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ถูกล็อกไว้ได้ ซึ่งจุดอ่อนเพียงจุดเดียวก็สามารถนำไปสู่ความเสียหายมหาศาลได้ทันที

ความเสี่ยงเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อโครงสร้างพื้นฐานของบล็อกเชนมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น แม้ว่าตัว Cross-chain bridge จะช่วยให้ข้ามเครือข่ายได้สะดวกขึ้น แต่มันก็เป็นการเปิดช่องโหว่ให้ถูกโจมตีได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมาทำให้เกิดความเสียหายไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์เนื่องจากการออกแบบที่ซับซ้อนและการตรวจสอบที่หละหลวมในบางกรณี

นอกเหนือจากความเสียหายที่เป็นตัวเงินแล้ว การถูกแฮ็กซ้ำซากยังทำลายความเชื่อมั่นของทั้งระบบนิเวศ ทำให้นักลงทุนและสถาบันต่างๆ ไม่กล้าเข้ามาลงทุนเต็มตัว แถมยังเป็นการเชิญชวนให้หน่วยงานรัฐเข้ามาควบคุมอย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ ทาง Aave และกลุ่มบริษัท DeFi ได้จับมือกันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 300 ล้านดอลลาร์เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ ซึ่งช่วยให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ อัตราผลตอบแทนเริ่มนิ่ง และปริมาณเงินฝากก็เริ่มฟื้นตัวกลับมา

ธนาคารเสริมด้วยว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นตัวเร่งให้เกิดการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการอัปเกรด V4 ของ Aave และ Ethereum Economic Zone ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพา Cross-chain bridge ที่มักจะเป็นเป้านิ่งให้แฮ็กเกอร์โจมตี

ในขณะเดียวกัน ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง JPMorgan ก็ได้ให้ความเห็นว่าปัญหาการแฮ็กและเม็ดเงินที่ชะงักงันในระบบ DeFi ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สถาบันต่างๆ ลังเลที่จะเข้ามาลงทุน ซึ่งเห็นได้ชัดจากผลกระทบที่ลุกลามจนสร้างความเสียหายกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์จากเหตุการณ์ KelpDAO ในครั้งนี้

ที่มา: coindesk


มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าเหตุการณ์แฮ็กระดับนี้เป็นเหมือนบททดสอบความสตรองของระบบนิเวศเลยครับ การที่เครือข่ายสามารถประสานงานและอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกอบกู้สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและวุฒิภาวะที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรม แต่ในสายตาของสถาบันการเงินดั้งเดิม เรื่องความปลอดภัยก็ยังคงเป็นกำแพงด่านแรกที่ต้องก้าวผ่านไปให้ได้ สำหรับคุณที่ลงทุนในสาย DeFi การคอยอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับการอัปเกรดความปลอดภัยใหม่ๆ อย่าง V4 ของ Aave ถือเป็นเรื่องสำคัญมากครับ เพราะในโลกที่ไม่มีตัวกลางคอยรับผิดชอบ เราจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาครับ