bitkub-banner

Fidelity จับมือ Chainlink นำข้อมูล NAV กองทุน $6.9 พันล้านขึ้นบล็อกเชน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Fidelity International จับมือ Chainlink และ Sygnum นำข้อมูล NAV ของกองทุน Institutional Liquidity Fund มูลค่า $6.9 พันล้านขึ้นบล็อกเชน ในเดือนกรกฎาคม 2567
  • Chainlink ทำหน้าที่เป็น oracle รายงานและซิงค์ข้อมูล NAV แบบ real-time บน ZKsync ซึ่งเป็น Ethereum Layer-2 เพิ่มความโปร่งใสให้สถาบันการเงิน
  • ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมที่เข้ามาใช้บล็อกเชน โดย Fidelity International ยังได้เปิดตัวกองทุนโทเคนบน Ethereum อีกหลายรายการในปี 2568

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การที่สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Fidelity International เลือกใช้ Chainlink เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับกองทุนโทเคนส่งสัญญาณเชิงบวกต่อทั้ง LINK และ Ethereum ในฐานะแพลตฟอร์มหลัก กระแสการนำสินทรัพย์แบบดั้งเดิมขึ้นบล็อกเชนนี้เป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการใช้งาน Ethereum ในระยะยาว

ตามรายงานจาก Cointelegraph Fidelity International บริษัทจัดการสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการกว่า $8.6 แสนล้าน ได้ประกาศความร่วมมือกับ Chainlink และ Sygnum ธนาคารสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก เพื่อนำข้อมูลมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของ Institutional Liquidity Fund มูลค่า $6.9 พันล้านขึ้นบล็อกเชน ความร่วมมือนี้ประกาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 โดย Chainlink ทำหน้าที่เป็น oracle ในการรายงานและซิงค์ข้อมูล NAV แบบ real-time บน ZKsync ซึ่งเป็นบล็อกเชน Layer-2 บน Ethereum ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและให้นักลงทุนสถาบันเข้าถึงข้อมูลย้อนหลังได้ทันที นับเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมรายใหญ่เปิดรับโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนในการดำเนินงานจริง

Chainlink กับบทบาท oracle สำหรับกองทุนสถาบัน

ในความร่วมมือนี้ Sygnum ทำการโทเคนไนซ์เงินสำรองของบริษัท Matter Labs มูลค่า $50 ล้าน ซึ่งฝากไว้ในกองทุนตลาดเงินของ Fidelity International โดยออก token บน ZKsync ซึ่งเป็นสมาชิกของโปรแกรม Chainlink SCALE บทบาทของ Chainlink คือการดึงข้อมูล NAV จากระบบของ Fidelity International มาบันทึกบนบล็อกเชนอย่างแม่นยำและปลอดภัย ทำให้ Sygnum รวมถึงลูกค้าและผู้ร่วมตลาดรายอื่นสามารถตรวจสอบมูลค่าสินทรัพย์ได้แบบ real-time โดยไม่ต้องพึ่งตัวกลางแบบเดิม

ความสำคัญของโมเดลนี้คือการพิสูจน์ว่า oracle อย่าง Chainlink สามารถรองรับมาตรฐานของสถาบันการเงินระดับโลกได้จริง ไม่ใช่แค่ในโลก DeFi ที่ใช้กันมาแต่เดิม การที่กองทุนมูลค่าระดับพันล้านดอลลาร์เลือกใช้โครงสร้างพื้นฐานนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อความน่าเชื่อถือของระบบนิเวศ Chainlink และ Ethereum ในวงกว้าง

Fidelity International เดินหน้าโทเคนไนซ์อย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือกับ Chainlink และ Sygnum ในปี 2567 เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะ Fidelity International ยังคงขยายงานด้านโทเคนไนซ์อย่างต่อเนื่อง ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน บริษัทได้โทเคนไนซ์หน่วยลงทุนในกองทุนตลาดเงินผ่านเครือข่าย Onyx Digital Assets ของ JPMorgan บน Ethereum เพื่อใช้เป็นหลักประกัน จากนั้นในเดือนกันยายน 2568 Fidelity International ได้เปิดตัวกองทุน Fidelity Digital Interest Token (FDIT) ซึ่งเป็นกองทุนตลาดเงินโทเคนบน Ethereum โดยมีสินทรัพย์สะสมแล้วกว่า $203.7 ล้าน

เส้นทางนี้สะท้อนให้เห็นว่า Fidelity International มองบล็อกเชนเป็นโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ไม่ใช่การทดลองชั่วคราว และ Ethereum ในฐานะแพลตฟอร์มหลักยังคงได้รับการเลือกใช้จากสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในรูป mainnet และ Layer-2 อย่าง ZKsync ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานถึงบทบาทของ Chainlink ในการขับเคลื่อนระบบชำระเงินข้ามเชนของฮ่องกงด้วย Chainlink ขับเคลื่อนฮ่องกงสู่ยุคใหม่ ปฏิวัติระบบชำระเงินข้ามเชนด้วย e-HKD+ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Chainlink กำลังขยายบทบาทในระดับสถาบันและรัฐบาลทั่วโลกอย่างรวดเร็ว


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้น่าสนใจมากในแง่ที่ว่ากองทุนระดับพันล้านดอลลาร์เลือกใช้ Chainlink ไม่ใช่แค่สำหรับ DeFi แบบปลายน้ำ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของงานจริงในระดับสถาบัน ประเด็นที่น่าจับตาต่อจากนี้คือกองทุนโทเคนของ Fidelity International บน Ethereum อย่าง FDIT จะเติบโตขึ้นแค่ไหน และจะมีสถาบันการเงินรายอื่นทำตามโมเดลนี้บ้างไหม ถ้ากระแสนี้ขยายตัวต่อเนื่อง ทั้ง LINK และ ETH น่าจะได้รับอานิสงส์จากดีมานด์การใช้งานจริงที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ราคาที่ขึ้นจากการเก็งกำไร

ที่มา: @Cointelegraph

ภาพจาก AI