สรุปข่าว
- Aave เปิดการถอน rsETH บน 5 เครือข่ายพร้อมกัน ได้แก่ Ethereum Core, Arbitrum, Base, Linea และ Mantle หลังถูกระงับมาตั้งแต่กลางเดือนเม.ย.
- การฟื้นตัวเป็นกระบวนการแบบเป็นขั้นตอน โดยเมื่อวันที่ 13 พ.ค. มีการโอน rsETH ชุดแรก 25,000 เหรียญเข้า LayerZero OFT Adapter บน Ethereum Mainnet เพื่อเริ่มเปิดสะพาน Cross-chain อีกครั้ง
- ยังมีประเด็นค้างคา คือ ETH กว่า 30,765 เหรียญ (ราว $71 ล้าน) ที่ยึดได้จากแฮกเกอร์ยังถูกอายัดอยู่ โดยศาลนิวยอร์กนัดพิจารณาเพิ่มเติมวันที่ 22 พ.ค. และ 5 มิ.ย.
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
การที่ Aave ฟื้นฟูการทำงานของ rsETH ได้ครบทุกเครือข่ายเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นใน DeFi โดยรวม แสดงให้เห็นว่าระบบ DeFi มีความสามารถในการฟื้นตัวจากวิกฤตขนาดใหญ่ได้ ซึ่งน่าจะช่วยให้ผู้ถือ rsETH และผู้ใช้งาน Aave กลับมามีสภาพคล่องอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2569 ตามรายงานจาก Cointelegraph Aave ได้เปิดการทำงานของ rsETH (Liquid Restaking Token ของ Kelp DAO) ขึ้นอีกครั้งบน 5 เครือข่ายหลัก ได้แก่ Ethereum Core, Arbitrum, Base, Linea และ Mantle ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้งานสามารถถอน rsETH ออกได้ตามปกติแล้ว หลังจากที่ตลาดถูกระงับการใช้งานมาตั้งแต่เหตุการณ์แฮก Kelp DAO ในวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา กระบวนการฟื้นตัวนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 พ.ค. เมื่อมีการโอน rsETH ชุดแรกจำนวน 25,000 เหรียญเข้าสู่ LayerZero OFT Adapter บน Ethereum Mainnet และ Kelp DAO ประกาศว่าการถอน rsETH จะเปิดได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากนั้น
เส้นทางกว่าจะฟื้นตัว หลังวิกฤตแฮก $292 ล้าน
ย้อนไปวันที่ 18 เม.ย. 2569 แฮกเกอร์ได้ใช้ช่องโหว่ในเส้นทาง Bridge ของ Kelp DAO บน LayerZero V2 ระหว่าง Unichain กับ Ethereum ซึ่งตั้งค่าระบบตรวจสอบไว้เพียง 1 ใน 1 (1-of-1 DVN) ทำให้สามารถสร้าง rsETH ปลอมออกมาได้ถึง 116,500 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว 292 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น จากนั้นแฮกเกอร์นำ rsETH ปลอมเหล่านี้ไปใช้เป็นหลักประกันกู้ยืมเงินใน Aave จนก่อให้เกิดหนี้เสียประมาณ 190-236 ล้านดอลลาร์ Aave’s Guardian จึงระงับตลาด rsETH ทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม โดยสัญญาอัจฉริยะของ Aave เองไม่ได้ถูกเจาะแต่อย่างใด
กระบวนการฟื้นฟูดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 12 พ.ค. Aave และ Kelp ประสบความสำเร็จในการเผา rsETH ที่แฮกเกอร์ถือครองบน Arbitrum เสร็จสิ้น ก่อนจะโอน rsETH ชุดแรก 25,000 เหรียญเข้า Adapter เมื่อวันที่ 13 พ.ค. แผนการฟื้นฟูทั้งหมดกำหนดให้ทยอยเติม rsETH จำนวนรวม 117,132 เหรียญกลับเข้าสู่ระบบภายใน 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ โครงการ DeFi United ยังระดมทุนได้กว่า 300 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้น
ปมค้างคา ETH $71 ล้านที่ยังถูกอายัดอยู่
แม้สถานการณ์จะดีขึ้นในด้านเทคนิค แต่ยังมีปัญหาทางกฎหมายที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเงิน ETH ราว 30,765 เหรียญ มูลค่าประมาณ 71 ล้านดอลลาร์ที่ยึดได้จากแฮกเกอร์ยังคงถูกอายัดอยู่ เนื่องจากสำนักกฎหมาย Gerstein Harrow LLP ยื่นคำสั่งคุ้มครองทางกฎหมายโยงกับคดีก่อการร้ายของเกาหลีเหนือที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ล่าสุดผู้พิพากษาในนิวยอร์กได้ระงับคำร้องของ Aave ที่ต้องการปลดล็อกเงินดังกล่าว และนัดพิจารณาเอกสารเพิ่มเติมวันที่ 22 พ.ค. พร้อมรับฟังเพิ่มเติมช่วงต้นเดือนมิ.ย. ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเรื่อง ศาลแมนฮัตตันอนุมัติ Arbitrum DAO โอน ETH $71 ล้านจากแฮกเกอร์เกาหลีเหนือไป Aave และ Aave ยื่นศาลฉุกเฉินขอปลดล็อก ETH $71 ล้านใน Arbitrum DAO ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปมกฎหมายนี้
ในด้านความปลอดภัย Kelp DAO อยู่ระหว่างย้ายโครงสร้าง Cross-chain จาก LayerZero มาสู่ Chainlink CCIP พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรม LayerZero จาก 1 เป็น 4 ผู้ตรวจสอบอิสระ และเพิ่ม Block Confirmation Threshold จาก 42 เป็น 64 บล็อก ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain รายงานเรื่อง Kelp DAO และ Aave เตรียมเปิดถอน rsETH ใน 24 ชม. ซึ่งเป็นก้าวก่อนหน้าของการฟื้นตัวในวันนี้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่ Aave สามารถฟื้นฟู rsETH ได้ครบทุกเครือข่ายภายในเวลาไม่ถึงเดือน ถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งสำหรับโปรโตคอล DeFi ขนาดใหญ่ มันแสดงให้เห็นว่าชุมชน DeFi มีกลไกจัดการวิกฤตได้จริง ทั้งจากฝั่ง Governance, Recovery Guardian และโครงการ DeFi United ที่ระดมทุนได้กว่า $300 ล้าน อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาปมกฎหมาย ETH $71 ล้านที่ยังค้างอยู่ เพราะถ้า Aave ไม่สามารถปลดล็อกเงินก้อนนี้ได้ มันอาจทำให้แผนการชดเชยหนี้เสียไม่ครบถ้วน ผู้ถือ rsETH ยังควรติดตามอัปเดตจาก Kelp DAO และ Aave อย่างใกล้ชิดในช่วง 2 สัปดาห์นี้ เพราะการเติม rsETH กลับเข้าระบบยังเป็นกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI

