bitkub-banner

ศาลแมนฮัตตันอนุมัติ Arbitrum DAO โอน ETH $71 ล้านจากแฮกเกอร์เกาหลีเหนือไป Aave

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ศาลกลางแมนฮัตตันอนุมัติให้ Arbitrum DAO โอน ETH มูลค่าประมาณ $71 ล้าน (30,766 ETH) ที่อายัดไว้จากการแฮกที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ ไปยังกระเป๋าเงินที่ควบคุมโดย Aave LLC
  • คำตัดสินของผู้พิพากษา Margaret Garnett เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2569 ปลดล็อกการโอน ETH ผ่านกระบวนการโหวตบนเครือข่าย พร้อมยกเว้นความรับผิดชอบทางกฎหมายให้กับผู้เข้าร่วมโหวตและผู้ดำเนินการโอน
  • แม้อนุมัติการโอน แต่ศาลยังคงสงวนสิทธิ์ทางกฎหมายให้กับเหยื่อคดีก่อการร้ายที่มีสิทธิ์เรียกร้องต่อเงินดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

คำตัดสินของศาลครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกต่อระบบนิเวศ DeFi โดยแสดงให้เห็นว่ากระบวนการกำกับดูแลของ DAO และโปรโตคอลอย่าง Aave ได้รับการยอมรับจากระบบกฎหมายสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ แม้ผลกระทบต่อราคา ETH โดยตรงอาจมีจำกัด แต่ความชอบธรรมที่ได้รับจากศาลช่วยเสริมความเชื่อมั่นในระยะยาว

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2569 ศาลกลางสหรัฐฯ ประจำเขตใต้ของนิวยอร์ก นำโดยผู้พิพากษา Margaret Garnett ได้อนุมัติการปรับเปลี่ยนคำสั่งอายัดทรัพย์สิน เปิดทางให้ Arbitrum DAO โอน ETH มูลค่าประมาณ 71 ล้านดอลลาร์ จำนวน 30,766 ETH ไปยังกระเป๋าเงินที่ควบคุมโดย Aave LLC ตามรายงานจาก Cointelegraph เงินจำนวนนี้มาจากการแฮกที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม Lazarus ซึ่งเป็นหน่วยแฮกเกอร์ของรัฐเกาหลีเหนือ โดยศาลยังคงสงวนสิทธิ์ทางกฎหมายไว้ให้กับเหยื่อคดีก่อการร้ายที่มีสิทธิ์เรียกร้องต่อเงินดังกล่าวอยู่

เส้นทางจากการแฮกสู่การอนุมัติของศาล

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2569 เมื่อแฮกเกอร์เจาะระบบ Kelp DAO bridge (หรือที่เรียกว่า rsETH exploit) และขโมยเงินไปเกือบ 300 ล้านดอลลาร์ในรูป rsETH โดย Security Council ของ Arbitrum ได้อายัด ETH จำนวน 30,766 ETH ที่เชื่อมโยงกับผู้โจมตีในอีกสองวันต่อมา และย้ายไปยังที่อยู่ที่ DAO ควบคุมเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569

ต่อมาวันที่ 25 เม.ย. 2569 Aave Labs ร่วมกับ Kelp DAO, LayerZero, EtherFi และ Compound ได้เสนอต่อชุมชน Arbitrum ให้ปล่อย ETH ที่อายัดไว้เพื่อใช้ครอบคลุมช่องว่างหลักประกันของ rsETH อย่างไรก็ตาม วันที่ 1 พ.ค. 2569 ศาลกลางได้ออกคำสั่งอายัดทรัพย์สิน หลังจากสำนักกฎหมาย Gerstein Harrow LLP ยื่นคำร้องในนามของโจทก์ที่ถือคำพิพากษาเรียกร้องค่าเสียหายจากเกาหลีเหนือมูลค่ากว่า 877 ล้านดอลลาร์ โดยอ้างว่า ETH ที่อายัดไว้เป็นทรัพย์สินที่เกาหลีเหนือมีส่วนได้เสีย ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยภูมิคุ้มกันอธิปไตยของต่างชาติและกฎหมายประกันความเสี่ยงจากการก่อการร้าย

Aave LLC จึงยื่นคำร้องฉุกเฉินเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2569 เพื่อขอยกเลิกคำสั่งอายัด โดยโต้แย้งว่าเงินที่ถูกขโมยเป็นของผู้ใช้งานที่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ใช่ของเกาหลีเหนือ และโจรไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยชอบธรรมในทรัพย์สินที่ขโมยมา ขณะที่การโหวตผ่าน Snapshot ของ Arbitrum DAO ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 7 พ.ค. 2569 ได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นกว่า 90% ให้ปล่อย ETH จำนวนดังกล่าวไปยังกองทุน DeFi United

ความสำคัญของคำตัดสิน ผู้กำกับดูแล DAO และ DeFi ถูกยอมรับในระบบกฎหมาย

คำตัดสินของผู้พิพากษา Garnett เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2569 มีความสำคัญอย่างน้อยสองด้าน ด้านแรกคือการปลดล็อกให้ผู้เข้าร่วมโหวตและผู้ดำเนินการโอน ETH บนเครือข่ายไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายจากคำสั่งอายัดเดิม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินการกำกับดูแลแบบ on-chain ด้านที่สองคือศาลยืนยันให้สิทธิ์ทางกฎหมายแก่เหยื่อคดีก่อการร้ายยังคงอยู่ ซึ่งหมายความว่าแม้การโอนไปยัง Aave จะเกิดขึ้นได้ แต่การต่อสู้ทางกฎหมายสำหรับการชดเชยเหยื่อยังไม่สิ้นสุด

กรณีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในวงการ DeFi เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ศาลสหรัฐฯ พิจารณาและยอมรับกระบวนการตัดสินใจของ DAO ผ่านการโหวตบนเครือข่ายว่ามีน้ำหนักเพียงพอในการดำเนินการกับทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างการพิพาทในชั้นศาล นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าโปรโตคอล DeFi อย่าง Aave สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกู้คืนเงินที่ถูกขโมยได้ในกรอบกฎหมาย ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Arbitrum อนุมัติการโอน ETH มูลค่า 71 ล้านดอลลาร์คืนผู้เสียหาย ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนที่ศาลจะออกคำตัดสินขั้นสุดท้ายในวันนี้


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าคดีนี้น่าสนใจมากในแง่กฎหมายคริปโต เพราะมันแสดงให้เห็นว่าศาลสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจและยอมรับกลไกการทำงานของ DAO มากขึ้น การที่ผู้พิพากษายอมให้กระบวนการโหวต on-chain มีผลทางกฎหมายถือเป็นก้าวสำคัญ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือสถานะของเหยื่อคดีก่อการร้ายที่ยังมีสิทธิ์เรียกร้องต่อเงินเหล่านี้ หมายความว่า Aave อาจยังต้องรับมือกับข้อพิพาทต่อไปแม้ว่าจะรับ ETH มาแล้ว และยังไม่ชัดเจนว่าการต่อสู้ทางกฎหมายในส่วนนี้จะจบลงอย่างไร สำหรับนักลงทุน ETH ผลกระทบโดยตรงต่อราคาอาจน้อย แต่ในเชิงความเชื่อมั่นระยะยาวต่อ DeFi และ Ethereum ecosystem นั้นเป็นบวกแน่นอน

ที่มา: Cointelegraph

ภาพจาก AI