สรุปข่าว
- อดีตผู้ร่วมก่อตั้ง 21Shares เตือนกระแส Tokenization รุนแรงเกินจริง สวนทางระบบหลังบ้านวอลล์สตรีทที่ยังไม่พร้อมในหลายแง่
- สองฝั่งกำลังมองเรื่อง Tokenization จากเป้าหมายที่ต่างกัน ในขณะที่ฝั่งคริปโทฯ มุ่งเน้นแต่เรื่องความเร็วและปริมาณ แต่อีกฝั่งโฟกัสไปที่การปฏิบัติการหลังบ้าน
- หนทางแก้ไขคือสถาบันการเงินต้องพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาใหม่ หรือผู้ให้บริการซอฟต์แวร์เดิมต้องยอมอัปเกรดระบบให้รองรับธุรกรรมบล็อกเชนซึ่งต้องใช้เวลานาน
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
Ophelia Snyder อดีตผู้ร่วมก่อตั้ง 21Shares ได้ออกมาเตือนสติว่า กระแสความตื่นตัวในเรื่อง Tokenization ล้ำหน้าความพร้อมของสถาบันการเงินบนวอลล์สตรีทไปมาก เนื่องจากทั้งสองอุตสาหกรรมยังมีช่องว่างความเข้าใจที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง โดยฝั่งบล็อกเชนส่วนใหญ่กวดขันเพียงแค่เรื่องความเร็วและการรองรับธุรกรรม แต่กลับสอบตกในเรื่องระบบปฏิบัติการหลังบ้านที่ซับซ้อนของเหล่านักลงทุนสถาบัน
เทคโนโลยีการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัล หรือ Tokenization ถือเป็นนวัตกรรมล้ำสมัยจากฝั่งคริปโทเคอร์เรนซีที่ถูกคาดการณ์ว่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อตลาดการลงทุนแบบดั้งเดิม แต่อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันดูเหมือนจะยังไม่พร้อมรองรับการใช้งานจริง ทำให้นักลงทุนระดับสถาบันส่วนใหญ่ยังคงลังเลและไม่กล้าที่จะเปิดรับเทคโนโลยีนี้อย่างเต็มตัว
Ophelia Snyder อดีตผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทจัดการกองทุน 21Shares มองว่าทั้งฝั่งคริปโทเคอร์เรนซีและฝั่งการเงินดั้งเดิมต่างกำลังคุยกันคนละเรื่องเมื่อพูดถึงประเด็นเรื่องการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปดิจิทัลโทเคน โดยเธอต้องการชี้ให้เห็นว่า ทั้งสองอุตสาหกรรมกำลังมองคำว่า Tokenization จากมุมมองและเป้าหมายที่ขัดแย้งกัน
นอกจากนี้การถกเถียงกันส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ยังมักจะมองข้ามกระบวนการทำงานในฝั่งปฏิบัติการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่เกิดขึ้นหลังจากการจับคู่คำสั่งซื้อขาย รวมถึงมักจะละเลยขั้นตอนต่าง ๆ ที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนที่สินทรัพย์เหล่านั้นจะเข้าสู่กระบวนการชำระดุล และโอนกรรมสิทธิ์กันอย่างเสร็จสมบูรณ์
แม้จะเป็นเรื่องจริงที่เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องเครือข่ายการชำระดุลขั้นสุดท้าย และการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่โจทย์ที่ท้าทายและเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่กว่า คือการหาทางผสานรวมสินทรัพย์ที่อยู่บนบล็อกเชน ให้สามารถทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการเดิมที่กลุ่มธนาคารหรือผู้จัดการกองทุนใช้งานอยู่แล้วได้อย่างไร้รอยต่อ
สิ่งที่บล็อกเชนยังตอบโจทย์สถาบันการเงินไม่ได้
Snyder ระบุว่า บริษัทฝั่งบล็อกเชนส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาเรื่องความเร็วและปริมาณการรองรับธุรกรรม แต่พวกเขากลับยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในฝั่งปฏิบัติการที่กว้างและซับซ้อนกว่าของสถาบันการเงินได้
คำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดจึงยังปรากฏอยู่ เช่น สินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคนจะถูกนำไปลงในระบบบัญชีและระบบบันทึกข้อมูลหลักของสถาบันการเงินอย่างไร? จะสอดคล้องกับขั้นตอนการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย และการส่งรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น สถาบันการเงินจำเป็นต้องคิดทบทวนและรื้อกรอบการบริหารจัดการความเสี่ยงใหม่ทั้งหมด หากสินทรัพย์เหล่านี้สามารถเปิดซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด อีกทั้งการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ดิจิทัลในนามของลูกค้ายังจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลควบคุมที่สูงกว่าระบบที่ใช้กันอยู่
ดังนั้น Snyder จึงเชื่อมั่นว่าปัญหาในขณะนี้คือ ขีดความสามารถในการขยายตัวไม่ใช่เรื่องของฟังก์ชันการใช้งาน เพราะขนาดในปัจจุบันที่สเกลยังไม่ใหญ่ โปรเจกต์ที่ทำ tokenization ก็เริ่มจะไม่ไหวในการรองรับวอลุ่มเทรดในตลาดทุนสหรัฐฯ ที่เงินทุนหลักพันล้านไหลผ่านเป็นเหมือนเรื่องธรรมดา
การแก้ปัญหา
Snyder กล่าวว่า เธอมองเห็นหนทางแก้ไขประเด็นดังกล่าวแล้ว โดยต้องเริ่มจากการที่สถาบันการเงินต้องทำการพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อผสานรวมโครงสร้างพื้นฐานของบล็อกเชนเข้ากับระบบควบคุมที่มีอยู่เดิม หรือไม่ก็ให้ฝั่งของผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ปรับตัวและอัปเกรดผลิตภัณฑ์ให้สามารถรองรับระบบการทำธุรกรรมแบบใหม่
แต่ไม่ว่าจะเลือกแนวทางใด วิธีการทั้งสองก็ต้องใช้ระยะเวลาในการวางระบบและดำเนินการที่ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่สถาบันการเงินหลายแห่งยังคงติดพันอยู่กับการโยกย้ายระบบไปสู่คลาวด์ที่ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ และความท้าทายยากที่สุดของอุตสาหกรรมจะเริ่มปรากฏขึ้น เมื่อสถาบันการเงินต่าง ๆ เริ่มก้าวข้ามพ้นขอบเขตของโครงการนำร่องไปแล้ว
ในเฟสถัดไป จะเป็นการทดสอบว่า โครงสร้างพื้นฐานของการ Tokenized จะสามารถเข้าไปปฏิบัติการในกระบวนการดำเนินงานสำคัญของบริษัททางการเงินยักษ์ใหญ่ได้จริงหรือไม่ โดยเธอกล่าวว่า กรอบเวลานั้นขึ้นอยู่กับว่าสถาบันการเงินเหล่านั้นจะผลักดันการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้จริงอย่างจริงจังมากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ หากโมเมนตัม ในปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป เธอคาดว่าจะได้เห็นความพยายามในการนำระบบนี้ไปใช้งานจริงอย่างเป็นรูปธรรมและมีนัยสำคัญมากขึ้น ในช่วงระยะเวลาอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ที่มา: Coindesk
มุมมองผู้เขียน : คำเตือนของ Snyder เป็นการตอกย้ำว่าการ Tokenized สินทรัพย์จะยังคงจำกัดวงอยู่แค่ในกลุ่มโครงการนำร่องไปอีก 2-3 ปี และยังไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงินหลักพันล้านจากสถาบันการเงินเข้ามาได้ นักลงทุนจึงอาจต้องเลิกคาดหวังกับข่าวลือประเภท สถาบันการเงินจะย้ายสินทรัพย์ทั้งหมดมาอยู่บนออนเชนในเร็ววัน และหันกลับไปโฟกัสโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ธนาคารดั้งเดิมเข้าถึงบล็อกเชนได้โดยไม่ต้องรื้อระบบบัญชีเดิม ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์และเติบโตได้จริง

