สรุปข่าว
- เครือเจริญโภคภัณฑ์ประกาศเปิดตัวโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว Reforest Tokenization เพื่อยกระดับทุนธรรมชาติของประเทศไทยให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาช่วยเชื่อมโยงคุณค่าของการฟื้นฟูผืนป่าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้จริง
- โครงการนี้นำร่องความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงบนพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก โดยมีเป้าหมายสร้างรายได้เสริมให้แก่ชุมชนที่ดูแลป่าประมาณ 10,000 ถึง 15,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนเพื่อเปลี่ยนแรงจูงใจจากการทำลายป่ามาเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
- แผนงานในระยะแรกช่วงปี 2569 จะเริ่มจากการนำคาร์บอนเครดิตมาจำหน่ายผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถสนับสนุนการดูแลป่าได้สะดวกขึ้นก่อนที่จะขยายไปสู่การออกโทเคนอย่างเต็มรูปแบบเพื่อระดมทุนและยกระดับระบบนิเวศการอนุรักษ์ในระยะยาวถึงปี 2573
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
เนื่องจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ระดับประเทศในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับทรัพยากรธรรมชาติในโลกจริงจะช่วยสร้างการใช้งานจริงที่แข็งแกร่งและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบนิเวศของโทเคนเพื่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมหาศาลในอนาคต
เครือเจริญโภคภัณฑ์หรือ CP Group ได้สร้างความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ให้กับวงการเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมด้วยการประกาศเปิดตัวโมเดล Reforest Tokenization อย่างเป็นทางการ

โดยโครงการนี้ตั้งเป้าที่จะพลิกโฉมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยด้วยการแปลงทุนธรรมชาติให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่จับต้องและตรวจสอบได้ การดำเนินงานในระยะเริ่มต้นได้จับมือกับพันธมิตรคนสำคัญอย่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อนำร่องพื้นที่ป่ากว่า 10,000 ไร่ครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ประมาณ 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้เน้นย้ำวิสัยทัศน์ว่าหัวใจสำคัญของการรักษาป่าในระยะยาวคือการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่มากพอให้คนในชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าและมีรายได้จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ หากชุมชนประมาณ 200 ครัวเรือนในพื้นที่นำร่องมีรายได้เพิ่มขึ้น 10,000 ถึง 15,000 บาทต่อเดือน พวกเขาก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเลิกพึ่งพากิจกรรมที่ทำลายป่าไม้หรือการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่มักนำไปสู่ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5
ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของหม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มองว่าการทำธุรกิจยุคใหม่ต้องคำนึงถึงต้นทุนทางธรรมชาติและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากเราปล่อยให้ฐานทรัพยากรเหล่านี้ล่มสลายไป

ตามแผนงานที่วางไว้ตั้งแต่ปี 2569 ถึง 2573 เครือเจริญโภคภัณฑ์จะเริ่มก้าวแรกด้วยการนำคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มาวางจำหน่ายบนแอปพลิเคชัน TrueMoney เพื่อให้ประชาชนสามารถกดสนับสนุนการดูแลป่าและรับใบรับรองการชดเชยคาร์บอนได้ทันทีผ่านระบบบล็อกเชนที่โปร่งใส

หลังจากนั้นในระยะต่อไปโครงการจะก้าวเข้าสู่การทำ Reforest Tokenization อย่างเต็มรูปแบบภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมาย โดยจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่คาร์บอนเครดิตแต่จะครอบคลุมไปถึงมูลค่าความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรน้ำ เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนและภาคธุรกิจเข้ามาร่วมระดมทุนสนับสนุนการอนุรักษ์ผืนป่าของประเทศได้อย่างยั่งยืน
ที่มา: wearecp
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการขยับตัวของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวกระโดดที่น่าจับตามองมากสำหรับระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย การนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาผูกกับมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติในโลกจริงจะช่วยลบภาพลักษณ์ที่หลายคนเคยมองว่าโทเคนเป็นเพียงเรื่องของการเก็งกำไรที่จับต้องไม่ได้ การดึงเอาแพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ใช้งานมหาศาลอย่าง TrueMoney เข้ามาเป็นช่องทางเชื่อมต่อระหว่างประชาชนทั่วไปกับคาร์บอนเครดิตยังถือเป็นการลดความซับซ้อนของเทคโนโลยีและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงได้อย่างชาญฉลาด หากโมเดลการนำรายได้กลับคืนสู่ชุมชนสามารถทำได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้จริง โครงการนี้ก็มีศักยภาพสูงมากที่จะกลายเป็นต้นแบบระดับภูมิภาคที่ผสมผสานการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้ากับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างลงตัว

