สรุปข่าว
- Patrick Shyu อดีตวิศวกร Google และ Meta อ้างว่า Bitcoin กำลังเผชิญ “ระเบิดเวลา” 2 ลูก ได้แก่ ความเสี่ยงจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมและโมเดลรายได้ของนักขุดในอนาคต
- เขาระบุว่า Bitcoin ถูกขุดไปแล้วกว่า 95% ทำให้รางวัลบล็อกที่ได้จากการขุดลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่ค่าธรรมเนียมธุรกรรมอาจยังไม่เพียงพอทดแทนในระยะยาว
- แม้นักพัฒนาหลายฝ่ายยอมรับว่าความเสี่ยงเหล่านี้มีอยู่จริง แต่ก็มีการพัฒนาแนวทางรับมือ เช่น BIP-361 และระบบเข้ารหัสแบบ Post-Quantum อยู่แล้ว
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
แม้จะเป็นเพียงความคิดเห็นของอดีตวิศวกร แต่ประเด็นเรื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมและความมั่นคงของเครือข่าย Bitcoin เป็นหัวข้อที่นักลงทุนให้ความสนใจมาโดยตลอด หากกระแสความกังวลเพิ่มขึ้น อาจกดดันสภาพตลาดในระยะสั้นได้ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมองว่าความเสี่ยงดังกล่าวยังไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน
อดีตวิศวกร Meta ชี้ Bitcoin มี “ระเบิดเวลา” ที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม
Patrick Shyu หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ TechLead อดีตวิศวกรของ Google และ Meta ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า Bitcoin กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ภัยคุกคามจากควอนตัมและโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ของนักขุดหลังรางวัลบล็อกลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเขามองว่าทั้งสองประเด็นอาจส่งผลต่อความมั่นคงของเครือข่ายในระยะยาว หากไม่มีการวางแผนรับมือที่ชัดเจน
คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง Shyu เปิดเผยว่าเขาได้ขาย Bitcoin ทั้งหมดของตนไปก่อนหน้านี้ แม้จะยังเชื่อมั่นในเทคโนโลยีบล็อกเชนในระยะยาวก็ตาม
ระเบิดเวลาลูกแรก: คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่อาจเปลี่ยนเกมความปลอดภัยของ Bitcoin
Shyu มองว่า เมื่อ Quantum Computer มีประสิทธิภาพมากพอในอนาคต อัลกอริทึมการเข้ารหัสแบบ ECDSA ที่ Bitcoin ใช้อยู่ในปัจจุบัน อาจถูกถอดรหัสได้ ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถคำนวณ Private Key จาก Public Key และเข้าถึงสินทรัพย์ในกระเป๋าเงินบางประเภทได้
อย่างไรก็ตาม นักพัฒนา Bitcoin หลายรายเห็นว่า ความเสี่ยงดังกล่าวยังอยู่ในระยะหลายปีข้างหน้า และชุมชนกำลังพัฒนาแนวทางป้องกัน เช่น BIP-361 ซึ่งเสนอการย้ายเหรียญไปยัง Address ที่รองรับการเข้ารหัสแบบ Quantum-resistant ในอนาคต รวมถึงมีงานวิจัยด้าน Post-Quantum Cryptography ที่เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเสี่ยงมีอยู่จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า Bitcoin จะไม่สามารถปรับตัวได้
ระเบิดเวลาลูกที่สอง: เมื่อรางวัลนักขุดลดลงเรื่อย ๆ
อีกประเด็นที่ Shyu หยิบยกคือ ปัจจุบัน Bitcoin ถูกขุดไปแล้วมากกว่า 95% ของอุปทานทั้งหมด ทำให้รายได้จากบล็อกลดลงทุกครั้งที่เกิด Halving ขณะที่ค่าธรรมเนียมธุรกรรมยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้อย่างสม่ำเสมอ
เขาเตือนว่า หากรายได้ของนักขุดลดลงจนไม่คุ้มต้นทุน อาจทำให้ Hashrate ของเครือข่ายลดลง และส่งผลต่อความปลอดภัยของระบบในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุน Bitcoin มองต่างออกไป โดยให้เหตุผลว่า การใช้งาน Layer 2 เช่น Lightning Network การเติบโตของธุรกรรมประเภท Ordinals และการใช้งานบนเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ค่าธรรมเนียมกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของนักขุดในอนาคต
คำเตือนของ Patrick Shyu สะท้อนให้เห็นว่า แม้ Bitcoin จะเติบโตมากว่า 17 ปี แต่ก็ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยและความยั่งยืนของโมเดลเศรษฐศาสตร์ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หลายประเด็นที่เขาหยิบยกกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยและพัฒนาโดยชุมชน Bitcoin ทั่วโลก
ควอนตัมและรายได้ของนักขุดถือเป็น “โจทย์ระยะยาว” ของ Bitcoin มากกว่าจะเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นในวันนี้ ตลอดประวัติศาสตร์ Bitcoin เครือข่ายเคยผ่านทั้งการถกเถียงเรื่อง SegWit, Taproot และการอัพเกรดครั้งสำคัญหลายครั้ง หากวันหนึ่งภัยจากควอนตัมเข้าใกล้ความเป็นจริง เชื่อว่าชุมชนผู้พัฒนาและผู้ใช้งานน่าจะเร่งผลักดันการอัพเกรดเครือข่ายมากกว่าปล่อยให้ปัญหาบานปลาย
ที่มา : Coinbureau, Bitcoin News, arXiv

