bitkub-banner

กูรูชี้ Altcoin Season จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป เพราะนักลงทุนเลิกสนใจเหรียญเล็ก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กลไกการหมุนเวียนเงินทุนในอดีตที่เคยไหลจาก Bitcoin ไปสู่ Ethereum และกระจายไปยังเหรียญขนาดเล็กได้หยุดทำงานลงอย่างเห็นได้ชัดหลังอัตราส่วนของ ETH ต่อ BTC ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายปีที่ประมาณ 0.0268
  • ตลาดเหรียญทางเลือกส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับสภาวะซบเซาอย่างรุนแรงโดยมีเหรียญ Altcoin มากถึง 84% ที่ซื้อขายต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ประกอบกับแรงเทขายในตลาดสปอตที่พุ่งสูงที่สุดในรอบ 5 ปี
  • เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้กระจายตัวแต่กลับไหลไปกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์หลักและกลุ่มที่มีการใช้งานจริง เช่น กองทุน Spot Bitcoin ETF ของ BlackRock รวมถึงกลุ่มเหรียญ AI และการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้เป็นโทเคนดิจิทัล

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish

ในระยะสั้นสำหรับเหรียญ Altcoin ขนาดเล็กเนื่องจากเม็ดเงินทุนยังคงไหลกระจุกตัวอยู่เฉพาะใน Bitcoin และกลุ่มโครงการที่มีรายได้จริงเท่านั้นทำให้เหรียญส่วนใหญ่ในตลาดยังขาดแรงขับเคลื่อนที่จะฟื้นตัว

นักวิเคราะห์จาก Coin Bureau ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก โดยชี้ว่าระบบสายพานลำเลียงเงินทุนที่เคยทำให้นักลงทุนร่ำรวยจากฤดูกาล Altcoin ในรอบก่อนๆ ได้พังทลายลงแล้ว ปัจจุบันราคา Bitcoin เคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 62,000 ดอลลาร์สหรัฐเล็กน้อย ซึ่งลดลงมาประมาณ 45% จากปีที่ผ่านมา ในขณะที่ดัชนีความกลัวและความโลภดิ่งลึกลงไปในโซนความกลัวขั้นสุด

สาเหตุหลักที่ทำให้กลไกเดิมใช้ไม่ได้ผลมาจากกระแสเงินทุนที่เลือกไหลเข้าหาเฉพาะสินทรัพย์ที่มีความแข็งแกร่งสูง กองทุน Bitcoin ETF ของ BlackRock เพียงแห่งเดียวสามารถดึงดูดเม็ดเงินไปได้สูงถึง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดือนมีนาคม ทำให้เกิดกำแพงเงินทุนขนาดใหญ่ที่หนุนเฉพาะ Bitcoin นอกจากนี้เหรียญ Altcoin ขนาดใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกยังครองส่วนแบ่งมูลค่าตลาดรวมของเหรียญทางเลือกทั้งหมดไปถึง 80.5% ส่งผลให้โครงการขนาดเล็กกว่า 70 โครงการต้องปิดตัวลงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้เนื่องจากไม่มีผู้ใช้งานจริง

อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกลุ่มธุรกิจที่สามารถเติบโตสวนกระแสได้อย่างโดดเด่น กลุ่มการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงหรือ RWA เติบโตจากมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทะยานขึ้นไปมากกว่า 3.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แพลตฟอร์ม Hyperliquid สามารถทำรายได้จากค่าธรรมเนียมสะสมไปกว่า 1.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อนำไปซื้อคืนโทเคนของตัวเอง ส่วน Aave ก็ถูกคาดการณ์ว่าจะทำกำไรได้ถึง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ และกลุ่มเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีที่ผูกกับเทคโนโลยี AI ก็มีมูลค่าตลาดรวมพุ่งทะลุ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐพร้อมเติบโตในระดับเลขสามหลักเมื่อเทียบกับปีก่อน

สัญญาณสำคัญที่นักลงทุนควรเฝ้าติดตามหลังจากนี้เพื่อดูการฟื้นตัวของตลาดมีอยู่ 4 ประการด้วยกัน ประกอบด้วยการลดลงของส่วนแบ่งตลาดของ Bitcoin ให้ต่ำกว่าระดับ 55% การปรับเปลี่ยนนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาซึ่งปัจจุบันตลาดคาดว่ามีโอกาสถึง 70% ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนแทนการลดดอกเบี้ย ความคืบหน้าของร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่โอกาสผ่านเริ่มลดลง และการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอัตราส่วน ETH ต่อ BTC

ตามสถิติในอดีต ฤดูกาลของเหรียญ Altcoin มักจะเกิดขึ้นในช่วง 18 ถึง 30 เดือนหลังจากการเกิดปรากฏการณ์ Bitcoin Halving ซึ่งหมายความว่าโอกาสในรอบนี้ยังคงเปิดกว้างไปจนถึงปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027 แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าการฟื้นตัวในอนาคตจะไม่ใช่การปรับตัวขึ้นยกแผงเหมือนในอดีต แต่จะเลือกให้ผลตอบแทนเฉพาะโครงการที่มีฐานผู้ใช้งานจริงและสร้างรายได้ได้อย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น

ที่มา: Coin Bureau


มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงของตลาดในรอบนี้คือวิวัฒนาการที่สะท้อนว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเริ่มก้าวเข้าสู่ความจริงตามปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น การเข้ามาของสถาบันการเงินผ่านกองทุน ETF ทำให้เม็ดเงินลงทุนมีความฉลาดและระมัดระวังตัวมากกว่าเดิม นักลงทุนจะไม่ยอมสุ่มเงินเข้าไปในเหรียญมีมหรือโครงการที่ไม่มีผลิตภัณฑ์รองรับอีกต่อไป

การที่เหรียญกลุ่ม AI และ RWA เติบโตอย่างโดดเด่นแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มในอนาคตจะถูกขับเคลื่อนด้วยมูลค่าการใช้งานจริงเป็นหลัก ดังนั้นการนั่งรอปาฏิหาริย์ให้เหรียญขนาดเล็กทุกตัวพุ่งขึ้นพร้อมกันแบบเดิมจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนในปัจจุบันคือการปรับเปลี่ยนมุมมองจากการเก็งกำไรอย่างไร้ทิศทาง มาเป็นการคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีโครงสร้างทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีรายได้เข้าสู่ระบบชัดเจน และสอดคล้องกับเทรนด์เทคโนโลยีระดับโลกเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว