bitkub-banner

นักวิจัยคริปโตลดขนาดควอนตัมที่ใช้เจาะระบบ Bitcoin และ Ethereum ลงกว่าครึ่ง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • นักวิจัยจาก Ethereum Foundation และองค์กรพันธมิตรเปิดเผยความสำเร็จในการลดขนาดวงจรควอนตัมที่ใช้สำหรับเตรียมโจมตีเครือข่าย Bitcoin และ Ethereum ลงได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับสถิติเดิมที่ Google เคยประเมินไว้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
  • การทดลองดังกล่าวจัดขึ้นผ่านโครงการ ECDSA.Fail ของ Eigen Labs โดยผู้เข้าร่วมกว่า 100 คนได้ทำงานร่วมกับตัวแทน AI จนสามารถพัฒนาระบบที่ใช้หน่วยประมวลผลเพียง 1,151 Qubit และลดภาระการทำงานของ Toffoli Gates ลงเหลือประมาณ 1.3 ล้านครั้ง
  • แม้ว่างานวิจัยนี้จะเป็นเพียงการจำลองการคำนวณบางส่วนและยังไม่สามารถนำมาใช้เจาะระบบบนเครือข่ายจริงในปัจจุบันได้ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าผู้โจมตีสามารถใช้ซอฟต์แวร์มาช่วยลดขนาดของเครื่องมือเจาะระบบลงได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ฝั่งฮาร์ดแวร์พัฒนาไปถึงขีดสุด

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

เนื่องจากงานวิจัยนี้เป็นการทดสอบวงจรในสภาพแวดล้อมเฉพาะที่ยังไม่ครอบคลุมการแก้ไขข้อผิดพลาดทางกายภาพของฮาร์ดแวร์ ทำให้ในปัจจุบันยังไม่มีเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ใดในโลกที่สามารถนำผลลัพธ์นี้ไปเจาะระบบความปลอดภัยของเครือข่ายคริปโตในโลกความเป็นจริงได้

นักวิจัยจากมูลนิธิ Ethereum ตลอดจน Theta Labs และ StarkWare ได้ร่วมกันเผยแพร่เอกสารงานวิจัยที่ระบุว่าทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับกระบวนการเจาะระบบความปลอดภัยของ Bitcoin และ Ethereum ด้วยควอนตัมคอมพิวเตอร์นั้นลดลงมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับมาตรฐานที่ Google Quantum AI เคยประเมินไว้เมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งความก้าวหน้าในครั้งนี้เกิดจากการลดขนาดและภาระงานของวงจรควอนตัมให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หัวใจสำคัญของการทดลองคือการปรับแต่งวงจรควอนตัมให้มีขนาดเล็กลง โดยใช้หน่วยประมวลผลพื้นฐานเพียง 1,151 Qubit และใช้คำสั่งการคำนวณที่เรียกว่า Toffoli Gates ประมาณ 1.3 ล้านครั้ง ซึ่งเมื่อนำตัวเลขทั้งสองมาคำนวณเป็นคะแนนภาระงานรวมแล้วจะอยู่ที่ราว 1,500 ล้านคะแนน ซึ่งต่ำกว่าสถิติเดิมของ Google ที่เคยทำไว้ถึง 3,000 ล้านคะแนนอย่างเห็นได้ชัด การเพิ่มประสิทธิภาพนี้มุ่งเน้นไปที่การลดภาระการคำนวณซ้ำซากใน Shor Algorithm ซึ่งเป็นแกนหลักที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้ในการถอด Public Key ให้กลับกลายเป็น Private Key ของผู้ใช้งาน

เบื้องหลังความสำเร็จนี้มาจากการเปิดพื้นที่ท้าทายผ่านโครงการ ECDSA.Fail ของ Eigen Labs ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 100 คนได้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับตัวแทน AI ตลอดระยะเวลาแปดสัปดาห์เต็ม จนเกิดการต่อยอดและส่งผลงานที่ได้รับการยอมรับมากกว่า 400 ชิ้น โดยมนุษย์จะทำหน้าที่กำหนดทิศทางวิจัยและปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลัก ในขณะที่ AI จะรับหน้าที่เขียนโค้ดและทดสอบระบบซ้ำๆ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้เป็นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการคำนวณบางส่วนเท่านั้น และยังขาดปัจจัยเรื่องการแก้ไขข้อผิดพลาดของฮาร์ดแวร์ ดังนั้นจึงยังไม่มีเครื่องจักรใดในโลกความเป็นจริงที่สามารถนำผลลัพธ์นี้ไปใช้เจาะระบบ Bitcoin หรือ Ethereum ได้ในวันนี้

ที่มา: coindesk


มุมมองส่วนตัวประเมินว่า แม้งานวิจัยนี้จะยังไม่สามารถนำมาใช้เจาะระบบบล็อกเชนได้จริง แต่นี่คือสัญญาณเตือนที่วงการคริปโตจะมองข้ามไม่ได้เลย เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่าเหล่าแฮกเกอร์ไม่จำเป็นต้องนั่งรอให้ฮาร์ดแวร์ควอนตัมพัฒนาไปจนสุดทาง แต่พวกเขาสามารถใช้ AI มาช่วยปรับแต่งโค้ดและอัลกอริทึมเพื่อลดขนาดทรัพยากรที่ต้องใช้ในการเจาะระบบลงได้ ซึ่งถ้าหากการพัฒนาทั้งฝั่งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์วิ่งเข้าหากันอย่างรวดเร็วเช่นนี้ การเร่งอัปเกรดระบบเครือข่ายให้ทนทานต่อการโจมตีจากควอนตัมจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำแข่งกับเวลาอย่างแท้จริง