สรุปข่าว
- นักวิเคราะห์จากวอลล์สตรีทแนะนำลูกค้าช้อนซื้อคริปโทช่วงราคาปรับฐาน หลัง Binance ถูกแฮกระบบ สร้างความเสียหายราว 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- Matt Hougan จาก Bitwise คาดว่า ราคา Bitcoin จะฟื้นตัวได้ภายในประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะเหตุการณ์นี้ไม่ได้เปลี่ยนแนวโน้มในระยะยาว
- ตลาดจับตาแผนเปิดระบบถอนเงิน และการเปิดเผยรายงาน Proof of Reserves ของ Binance ภายในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
แรงเทขายเกิดขึ้นแล้ว แต่ราคา Bitcoin ลดลงเพียง 4% ถึง 5% และมุมมองของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงเป็นบวก ขณะที่ปัจจัยชี้ขาดคือ ผลการเปิดระบบถอนเงินและรายงานเงินสำรองของ Binance ซึ่งยังไม่ชัดเจน
เหล่านักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินบนวอลล์สตรีทเริ่มแนะนำให้ลูกค้าเข้า “ช้อนซื้อเมื่อราคาปรับฐาน” ภายหลังเหตุการณ์เจาะระบบของกระดานเทรด Binance มูลค่าความเสียหาย 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดย Matt Hougan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) ของบริษัทจัดการสินทรัพย์คริปโท Bitwise ได้ออกมาประเมินสถานการณ์ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเพียงแค่จุดสะดุดในระยะสั้น และไม่ได้เปลี่ยนแปลงทิศทางแนวโน้มระยะยาวของ Bitcoin แต่ประการใด พร้อมคาดการณ์ว่า ราคา Bitcoin จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ภายในเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์
ในอดีตที่ผ่านมาเหตุการณ์แฮกกระเป๋าเงินในกลุ่ม Hot Wallet แม้จะสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาล แต่ก็แทบไม่เคยส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลตอบแทนระยะยาวของตลาดคริปโท เนื่องจากนักลงทุนมองว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
ทั้งนี้ แรงเทขายในตลาดทำให้ราคา Bitcoin ร่วงลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ที่ระดับ $76,368 ก่อนจะเริ่มทรงตัวกลับมาแถว $77,000 ขณะที่ราคา Ethereum ปรับตัวลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 2 เดือนที่ $2,178
นักวิเคราะห์จากหลายโบรกเกอร์ชั้นนำ ต่างมองวิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาส
นักวิเคราะห์จากหลายโบรกเกอร์ชั้นนำ ต่างมองวิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเข้าซื้อ โดย Lance Vitanza จาก TD Cowen ชี้ชัดว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของ Binance เอง ไม่ใช่ข้อบกพร่องของเครือข่าย Bitcoin
พร้อมเปรียบเปรยอย่างน่าสนใจว่า “เราคงไม่เลิกใช้เงินดอลลาร์ เพียงเพราะมีธนาคารโดนปล้น เช่นเดียวกับรถยนต์ที่ถูกขโมย ก็ไม่ได้แปลว่ารถยนต์หมดประโยชน์”
ขณะที่ Ramsey El-Assal จาก Cantor Fitzgerald ยืนยันหนักแน่นว่า จะรอเข้าซื้อในช่วงที่ราคาย่อตัวลง และมั่นใจว่า แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่จะไม่บานปลายกลายเป็นวิกฤตล้มละลายแบบลูกโซ่เหมือนในปี 2022 แน่นอน
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ Compass Point กล่าวเสริมความมั่นใจว่า Binance มีสภาพคล่องและเงินทุนสำรองหนาแน่นพอ ที่จะชดเชยความเสียหายได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม แรงเทขายจากความตื่นตระหนกยังคงถล่มหุ้นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับคริปโทฯ อย่างหนักในวันศุกร์ โดยหุ้นของกระดานเทรด Coinbase และบริษัท Strategy กอดคอร่วงลงราว 12% ส่วนหุ้นของแพลตฟอร์ม Robinhood ปรับตัวลดลงไปประมาณ 9%
เครือข่ายบล็อกเชนไม่ได้ถูกเจาะ ท่ามกลางการจับตาระบบเปิดถอนเงินและรายงานเงินสำรอง
Carlos Domingo ซีอีโอของ Securitize แสดงความเห็นว่า ตัวเครือข่ายบล็อกเชนไม่เคยถูกเจาะระบบ แต่ความเสียหายเกิดขึ้นที่ตัวกลางแบบ Centralized ซึ่งเป็นปัญหาช่องโหว่แบบเดียวกับที่สถาบันการเงินดั้งเดิมเคยเผชิญมาในอดีต
สอดคล้องกับ Scott Melker นักลงทุนคริปโทฯ ชื่อดังที่ตั้งข้อสังเกตว่า หากเทียบกับแรงเทขายอย่างหนักในตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ การที่กระดานเทรดเบอร์หนึ่งของโลกถูกแฮกไปกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ แต่ราคา Bitcoin กลับปรับลดลงเพียง 4% ถึง 5% เท่านั้น นับว่าตลาดมีภูมิคุ้มกันและรองรับแรงกระแทกได้แข็งแกร่งเกินคาด
อย่างไรก็ตาม Tim Sun จาก HashKey Group เตือนว่า เหตุการณ์นี้อาจบั่นทอนความกล้าเปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุน และบีบให้ตลาดต้องกลับมาทบทวนเรื่องความปลอดภัยของการฝากสินทรัพย์ไว้บนแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์อย่างจริงจังอีกครั้ง
บททดสอบสำคัญที่จะชี้ชะตาทิศทางตลาดคริปโทในระยะถัดไป คือแผนการของ Binance ที่จะทยอยเปิดระบบถอนเงินของลูกค้าเป็นขั้นเป็นตอนควบคู่ไปกับการเปิดเผยรายงานหลักฐานเงินสำรอง (Proof of Reserves) ภายในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งหากทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีและราบรื่น ก็จะกลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่น และเปิดทางให้แรงซื้อฝั่งกระทิงกลับมาขับเคลื่อนตลาดได้อีกครั้ง
ที่มา : bitcoin.news
มุมมองผู้เขียน : ความเชื่อมั่นดังกล่าวตั้งอยู่บนเงื่อนไขสำคัญว่า Binance จะสามารถเปิดระบบถอนเงินได้อย่างราบรื่น และเปิดเผยรายงาน Proof of Reserves ที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ ซึ่งหากผ่านสองด่านนี้ไปได้ การฟื้นตัวของตลาดภายในหนึ่งสัปดาห์ตามการคาดการณ์ของ Bitwise ย่อมมีความเป็นไปได้สูง

