สรุปข่าว
- Binance เคยถูกแฮกครั้งแรกในปี 2019 สูญ Bitcoin จำนวน 7,000 BTC มูลค่าราว 40 ล้านดอลลาร์ แต่ใช้กองทุน SAFU ชดเชยให้ผู้ใช้งานครบทั้งหมด
- ต่อมาปี 2022 ช่องโหว่บน BNB Chain เปิดทางให้แฮกเกอร์สร้างเหรียญ BNB ปลอม 2 ล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว 570 ล้านดอลลาร์
- ล่าสุดในปี 2026 Binance เผชิญการโจมตีระบบภายในครั้งใหญ่ สร้างความเสียหายสูงถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์ และส่งผลให้ Bitcoin ร่วงลงประมาณ 7%
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
Binance เคยเผชิญเหตุการณ์แฮกครั้งใหญ่มาแล้วถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่การสูญเสีย Bitcoin 7,000 BTC ในปี 2019 การโจมตีช่องโหว่ BNB Chain ในปี 2022 ไปจนถึงวิกฤตล่าสุดในปี 2026 ที่สร้างความเสียหายสูงถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์ แต่ละครั้งส่งผลต่อตลาดแตกต่างกัน โดย Bitcoin เคยร่วงลงจากความกังวลของนักลงทุน ก่อนที่บางเหตุการณ์จะคลี่คลายและราคาฟื้นตัวได้ บทความนี้จะพาย้อนดูต้นตอและความเสียหายจากทั้ง 3 วิกฤต พร้อมสำรวจว่า Bitcoin เคลื่อนไหวอย่างไรหลังเกิดเหตุ และความเชื่อมั่นของตลาดได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด
ข่าวการแฮกกระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซีอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Binance เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับความเสียหายที่มีมูลค่าสูงถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2.1 แสนล้านบาท ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวใหญ่ที่เขย่าวงการคริปโทฯ เท่านั้น แต่มันยังได้ทำลายสถิติการโจรกรรมทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีกลุ่มแฮกเกอร์สายตรงจากรัฐบาลเกาหลีเหนืออย่าง TraderTraitor เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
แต่สำหรับคนที่ติดตามวงการคริปโทฯ มานานย่อมรู้ดีว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Binance ตกเป็นเป้าโจมตีและเพลี่ยงพล้ำให้กับอาชญากรไซเบอร์ ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2017 Binance เคยผ่านวิกฤตการแฮกระบบมาแล้วถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่ยุคที่ยังเป็นสตาร์ทอัพหน้าใหม่ ไปจนถึงวันที่กลายเป็นมหาอำนาจทางการเงินระดับโลก
คำถามที่น่าสนใจตอนนี้จึงไม่ใช่แค่ว่าแฮกเกอร์ใช้วิธีไหนในการเจาะเว็บเทรดเบอร์หนึ่งของโลก แต่คือเรื่องราวเบื้องหลังว่า ในแต่ละครั้งที่ถูกโจมตี Binance ใช้วิธีคิดและการบริหารจัดการวิกฤตอย่างไร จึงสามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่นและรอดพ้นจากชะตากรรมการล้มละลายที่เคยคร่าชีวิตกระดานเทรดยักษ์ใหญ่รายอื่น ๆ มานับไม่ถ้วน
บทเรียนจากบอทเทรดและการสูญเสีย 7,000 BTC สู่การกำเนิดกองทุน SAFU

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2018 ในช่วงที่แพลตฟอร์มเพิ่งก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ต้นๆ ของโลก แฮกเกอร์กลุ่มหนึ่งได้วางแผนอย่างแยบยลด้วยการสร้างเว็บไซต์ปลอมเพื่อดักขโมยรหัสเชื่อมต่อระบบหรือ API Key ของผู้ใช้งานสะสมไว้นานหลายเดือน
เมื่อถึงเวลาลงมือ คนร้ายได้สั่งการให้บอทเทรดนำบัญชีของเหยื่อไปไล่กวาดซื้อเหรียญขนาดเล็กที่มีชื่อว่า Viacoin (VIA) จนราคาพุ่งทะยานขึ้นกว่า 100 เท่าภายในเวลาไม่กี่นาที เพื่อหวังจะเทขายเหรียญ VIA ที่แฮกเกอร์ดักซื้อเก็บไว้ก่อนหน้าในราคาแพงแล้วถอน Bitcoin หนีออกไป
โชคดีที่ระบบตรวจจับความผิดปกติอัตโนมัติของ Binance สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวที่ผิดธรรมชาตินี้และสั่งระงับการถอนเงินทั้งหมดได้ทันท่วงที พร้อมทั้งย้อนคืนธุรกรรมที่ผิดปกติจนทำให้แฮกเกอร์ไม่ได้เงินออกไปแม้แต่ดอลลาร์เดียว และกลายเป็นฝ่ายที่ขาดทุนเสียเอง
แต่เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ปลุกให้ จ้าว ฉางเผิง (CZ) ผู้ก่อตั้ง Binance ตระหนักว่าวันหนึ่งความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้อีก บริษัทจึงได้ประกาศจัดตั้งกองทุนคุ้มครองสินทรัพย์ผู้ใช้งาน หรือ SAFU (Secure Asset Fund for Users) ขึ้นมาในเดือนกรกฎาคม 2018 โดยหักรายได้ค่าธรรมเนียมการเทรด 10% แยกเก็บไว้ในกระเป๋าเงินออฟไลน์เพื่อเป็นเกราะสำรองยามฉุกเฉิน
และเกราะสำรองที่ว่านี้ก็ได้ทำหน้าที่ของมันเร็วกว่าที่คิด ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2019 เวลาประมาณ 17:15 น. ตามเวลาสากล (UTC) แฮกเกอร์ได้ใช้เทคนิคขั้นสูงผสมผสานทั้งการส่งไวรัสและการทำฟิชชิง เพื่อขโมยรหัส API และรหัสยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) ของผู้ใช้งานจำนวนมาก ก่อนจะรอจังหวะประสานงานกันสั่งถอน Bitcoin ออกจากกระเป๋าเงิน Hot Wallet ของ Binance ออกไปได้สำเร็จถึง 7,000 BTC ภายในธุรกรรมเดียว คิดเป็นมูลค่าราว 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.3 พันล้านบาทในเวลานั้น
แม้เงินที่หายไปจะคิดเป็นเพียง 2% ของ Bitcoin ทั้งหมดที่บริษัทถือครอง แต่ในแง่ของความเชื่อมั่นถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ มีถึงขนาดที่นักพัฒนาบล็อกเชนบางรายเสนอให้ Binance จ่ายเงินจูงใจให้นักขุด Bitcoin ช่วยกันย้อนรอยบล็อกเชน (Reorg) เพื่อดึงเงินคืน
แต่ผู้บริหารของ Binance ปฏิเสธแนวคิดดังกล่าวอย่างเด็ดขาดเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของเครือข่าย Bitcoin แล้วเลือกใช้วิธีสั่งปิดระบบฝากถอนชั่วคราว 1 สัปดาห์เพื่อรื้อระบบความปลอดภัยใหม่ทั้งหมด
พร้อมนำเงินจากกองทุน SAFU ออกมาชดเชยความเสียหายให้ลูกค้าเต็มจำนวนโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่สตางค์เดียว รวมถึงผ่านพ้นวิกฤตซ้ำซ้อนในสัปดาห์ถัดมาที่ถูกแฮกเกอร์ขู่ปล่อยภาพถ่ายบัตรประชาชนของลูกค้า 10,000 รายเพื่อเรียกค่าไถ่ 300 BTC ไปได้ด้วยการปฏิเสธการเจรจาและส่งเรื่องให้ตำรวจสากลจัดการ
คืนระทึกขวัญแฮกเกอร์เสกเหรียญ BNB จากอากาศมูลค่า 570 ล้านดอลลาร์

ผ่านไป 3 ปี Binance ต้องเผชิญกับเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่กระเป๋าเงิน Hot Wallet ของกระดานเทรดโดยตรง แต่แฮกเกอร์พุ่งเป้าไปที่เป็นช่องโหว่บนเครือข่าย BNB Chain
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2022 โดยแฮกเกอร์ได้ใช้ช่องโหว่ของระบบ Cross-chain Bridge ที่ชื่อว่า BSC Token Hub ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อการโอนสินทรัพย์ระหว่าง BNB Beacon Chain และ BNB Smart Chain
แต่แทนที่จะขโมยเหรียญจากกระเป๋าของคนอื่น แฮกเกอร์กลับใช้วิธีปลอมแปลงคำสั่งเพื่อหลอกระบบให้ “เสกเหรียญ BNB ขึ้นมาใหม่จากอากาศ” จำนวนถึง 2 ล้านเหรียญ
โดยแบ่งการโอนเข้ากระเป๋าตัวเอง 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ล้าน BNB คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 2 หมื่นล้านบาท ณ ราคาในวันนั้น ก่อนจะเร่งนำเหรียญที่ได้ไปวางค้ำประกันและแลกเปลี่ยนเพื่อเตรียมโอนหนีข้ามไปยังบล็อกเชนอื่น
ในวินาทีที่เหรียญปลอมจำนวนมหาศาลกำลังจะทะลักเข้าสู่ตลาดและอาจทำให้ราคาเหรียญ BNB ร่วงดิ่งเหวเหมือนกรณีของเหรียญ LUNA ที่เพิ่งล่มสลายไปในปีเดียวกัน
ทีมงาน BNB Chain และเหล่าผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validators) ทั้ง 26 รายทั่วโลก ได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด คือการประสานงานกันสั่ง “ยุติการทำงานของบล็อกเชน BNB Smart Chain ทั้งเครือข่ายชั่วคราว” ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ
แม้การสั่งหยุดบล็อกเชนจะทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ขัดต่อหลักการกระจายศูนย์ แต่ในมุมของการกู้วิกฤต การตัดสินใจที่เด็ดขาดนี้สามารถอายัดเหรียญ BNB ที่ยังค้างอยู่ในกระเป๋าของแฮกเกอร์ไว้ได้ทันท่วงทีถึงราว 430 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียงส่วนที่แฮกเกอร์โอนหนีข้ามเชนออกไปได้ทันราว 100 ถึง 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
ซึ่งหลังจากนั้นเครือข่ายก็ได้ทำการอัปเกรดโค้ดเพื่อปิดช่องโหว่และใช้วิธีเผาทำลายเหรียญ BNB ตามรอบปกติเพื่อดูดซับปริมาณเหรียญส่วนเกินที่รั่วไหลออกไป จนสามารถประคองเสถียรภาพของระบบนิเวศเอาไว้ได้สำเร็จ
Binance ถูกแฮกครั้งใหญ่สุด 6.3 พันล้านดอลาร์และบททดสอบสภาพคล่องระดับแสนล้าน

สองเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เทียบไม่ติดกับเหตุการณ์แฮก Binance ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 เมื่อกลุ่มแฮกเกอร์ TraderTraitor จากเกาหลีเหนือ สามารถเจาะระบบและดูดสินทรัพย์คริปโทฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Bitcoin ออกไปได้ถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.1 แสนล้านบาท) ก่อนจะเร่งแปลงเป็นเหรียญ Ethereum เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการฟอกเงินผ่านโปรโตคอล Defi ซึ่งทาง FBI ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลยืนยันตัวตนผู้ก่อเหตุและสั่งบล็อกกระเป๋าเงินต้องสงสัยเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา
ทันทีที่เกิดเหตุและต้องระงับระบบถอนเงินชั่วคราวเพื่ออุดช่องโหว่ Binance ไม่ได้ปล่อยให้ความคลุมเครือสร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดนานนัก ในเดียวกันนั้น (วันที่ 31 ตุลาคม) บริษัทได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่า ได้จัดเตรียมเงินทุนสำรองของบริษัทเองรวมกับกองทุน SAFU มูลค่ารวมกว่า 6.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดแบบเต็มจำนวน 100% ก่อนจะทยอยเปิดระบบให้ผู้ใช้งานสามารถถอนเงินได้ตามปกติในวันที่ 1 พฤศจิกายน
ตัวเลขหลังเปิดระบบถอนเงินคือ คำตอบที่ชัดเจนที่สุดของความเชื่อมั่น โดยในช่วง 9 ชั่วโมงครึ่งแรก มีผู้ใช้งานสั่งถอนเงินออกไปราว 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้ใช้งานอีกกลุ่มโอนเงินฝากกลับเข้ามาถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มียอดเงินไหลออกสุทธิเพียง 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 2.1% ของสินทรัพย์ทั้งหมดที่ลูกค้าฝากไว้บนแพลตฟอร์มเท่านั้น
สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากวิกฤตครั้งนี้คือ แรงสั่นสะเทือนที่ส่งไปถึงตลาดคริปโท โดย Bitcoin เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ราคาปรับตัวลดลงประมาณ 7% จากระดับ 82,000 ดอลลาร์ ลงไปใกล้ 76,000 ดอลลาร์ หลังตลาดรับรู้ข่าว
เรื่องราวการถูกแฮกทั้ง 3 ครั้งของ Binance สะท้อนให้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งว่า ไม่มีระบบใดในโลกที่ปลอดภัยไร้ช่องโหว่ 100% เมื่อต้องเผชิญหน้ากับแฮกเกอร์ระดับรัฐชาติที่พัฒนาอาวุธไซเบอร์อยู่ตลอดเวลา
แต่สิ่งที่แยกผู้รอดชีวิตออกจากผู้ล้มเหลวในอุตสาหกรรมการเงินคือ การไม่นำเงินของลูกค้าไปใช้ผิดประเภท การสร้างกองทุนสำรองอย่าง SAFU เตรียมไว้ตั้งแต่วันที่ฟ้ายังใส และความสามารถในการควักเงินระดับสองแสนล้านบาทขึ้นมาวางบนโต๊ะเพื่อรับผิดชอบความเสียหายได้ทันทีโดยที่ระบบไม่ล้ม นี่คือเหตุผลที่ทำให้แม้จะถูกปล้นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก แต่ Binance ก็ยังคงประคองตัวผ่านพายุลูกนี้มาได้อีกครั้ง
มุมมองผู้เขียน: เหตุการณ์ครั้งนี้อาจไม่ได้จบลงเพียงแค่การชดเชยเงินที่สูญหาย แต่มีโอกาสเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนต่อการฝากสินทรัพย์ไว้บนกระดานเทรดแบบรวมศูนย์ เพราะแม้แต่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ก็ยังมีจุดอ่อนให้เงินถูกแฮกได้

