<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>
bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250

ราคา Bitcoin และเหรียญคริปโตอื่นๆพุ่ง แม้ว่าการ Hard fork ใกล้เข้ามาแล้วก็ตาม

bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250
ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ตลาดเหรียญคริปโตทั้งตลาดเริ่มที่จะมีปฏิกิรยาตอบสนองการ hard fork ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันนี้ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า โดยอ้างอิงจากเว็บ Coinmarketcap นั้น 10 อันดับแรกของกระดานเหรียญคริปโตนั้นต่างก็กลายเป็นสีเขียวทั้งกระดาน โดย Bitcoin หรือเหรียญตัวเจ้าปัญหาที่จะถูก fork ในครั้งนี้มีราคาที่พุ่งขึ้นสูงถึง 2.85% ซึ่งผิดคาดจากที่บางคนได้คาดการณ์ไว้ว่าราคาจะตก ในขณะที่เหรียญอันดับสองอย่าง Ethereum ที่มีการตกของราคาอย่างรุนแรงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีอัตราการเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 10% ซึ่งถือว่ามีอัตราการพุ่งของราคาเป็นอันดับ 1 ณ ตอนนี้เลยก็ว่าได้

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ทาง Bitmain ได้ออกมาเปิดตัว Bitcoin ABC เป็นหนึ่งในแผนสำรองในกรณีที่ถ้าหากเครือข่าย Bitcoin นั้นต้อง fork โดย BIP 148 หรือการเปิดสัญญาณ soft fork ของกลุ่มนักขุดและผู้ถือ node เพื่อส่งสัญญาณว่าพวกเขาสนับสนุนแบบเสนอโคดการแก้ไขปัญหานามว่า SegWit

bitazza-may-300x250
bitazza-may-768x90

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ BIP 148 ได้พ่ายแพ้ให้กับ BIP 91 (สัญญาณอีกตัวเหมือนของ BIP 148 แต่สนับสนุน SegWit2x) อย่างท่วมท้น

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Bitmain นั้นจะหันมาสนับสนุน SegWit2x และโยนแผนสำรอง Bitcoin ABC ดังกล่าวทิ้งไปแล้ว แต่ก็ยังมีนักพัฒนาบางกลุ่มที่ยังเก็บมันมาพัฒนาต่อและเสนอออกมาเป็น Bitcoin Cash ในที่สุด

ผู้เชียวชาญหลายคนยังมองเป็นบวก

หากลองมองดูข้อได้เปรียบหลายๆข้อที่มาห้อมล้อม SegWit ไว้แล้ว มันอาจจะทำให้ Bitcoin นั้นเหมือน “กลับไปเป็นหนุ่ม” อีกครั้ง เนื่องจากปัญหาการโอนช้าในปัจจุบันอันเป็นผลมาจากการมีผู้ใช้งานเยอะจนเกินไปทำให้การทำธุรกรรมนั้นช้ามาก ซึ่งเทคโนโลยี Lightning Network ของ SegWit นั้นจะมาช่วยแก้ปัญหานี้

นักวิเคราะห์แห่งรายการ RT อย่างนาย Max Keiser, CEO ของเว็บเทรด BTCChina อย่างนาย Bobby Lee และคุณยุทธวิธีแห่งกลุ่ม Crypto Trading Club ต่างก็ออกมาแสดงความเห็นด้านบวกเกี่ยวกับราคาของ Bitcoin ว่าโอกาสที่ราคาของมันจะพุ่งขึ้นมาถึง 5,000 ดอลลาร์ในอนาคตนั้นมีมากพอสมควร โดยหนึ่งในการวิเคราะห์นั้นมีการหยิบยกกรณีศึกษาเรื่องราคาและกราฟจากปีก่อนๆมาใช้อ้างอิง และนำมาบวกกับตัวแปรด้านการอัพเกรดระบบ scaling ของ Bitcoin เพื่อให้รองรับการทำธุรกรรมได้มากขึ้น โดยตัวแปรหลักๆสองตัวนี้อาจกล่าวได้ว่าน่าจะเพียงพอสำหรับการเป็นเชื้อเพลิงให้กับราคาของ Bitcoin ที่จะจุดปะทุเพื่อก้าวข้ามผ่านจุด ATH (all-time high) ที่ราคา 3,000 ดอลลาร์ก่อนหน้านี้ และพุ่งไปหา 5,000 ดอลลาร์ตามที่หลายๆคนคาดการณ์ไว้

แล้ว Bitcoin Cash ล่ะ?

คำถามที่ยังสร้างความคาใจให้กับหลายๆคนว่า Bitcoin Cash นั้นจะมาสร้างผลกระทบกับราคาของ Bitcoin มากขนาดไหนนั้น ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ได้ออกมาแสดงความเห็นไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะหนึ่งในนั้นที่น่าสนใจอย่างเช่นความเห็นของนาย Marc Van der Chijs หรือนักลงทุนชาวดัชช์ที่กังวลว่าอาจจะมีผู้ไม่ประสงค์ดีที่เอาเหรียญ BCC ที่ได้มาฟรีๆมาแอบอ้างว่าเป็นเหรียญ BTC และหลอกขายให้กับผู้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่หรือไม่ค่อยมีความรู้ ซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นจริงละก็ ราคาของ Bitcoin อาจจะร่วงลงมาต่ำกว่า 2,700 ดอลลาร์ก็อาจเป็นได้ รวมถึงความเห็นจากนาย Charles Hayster หรือผู้ก่อตั้งเว็บ CryptoCompare ที่กล่าวว่าชื่อของเหรียญทั้งสองตัวนี้จะสร้างความงุนงงและสับสนให้กับผู้ใช้งาน Bitcoin หน้าใหม่อย่างแน่นอน

กระนั้น ก่อนหน้านี้ในอดีตก็มีตัวอย่างเหรียญที่ถูก fork ออกไปแล้วในประวัติศาสตร์ของ Bitcoin ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ Bitcoin XT, Bitcoin Unlimited และ Bitcoin Classic แม้ว่าความแตกต่างของสามเหรียญนี้จะต่างจาก Bitcoin Cash ในเรื่องของ Blockchain ก็ตาม แต่ท้ายสุดแล้วถ้าหากมันไม่มีนักขุดและผู้ใช้งานเข้าหามันมากพอ BCC นั้นก็อาจจะกลายเป็นอีกหนึ่งเหรียญที่เข้าไปร่วมกลุ่มกับ Bitcoin Unlimited ก็เป็นได้ ดังนั้นในตอนสุดท้ายผู้บริโภคจะเป็นผู้ตัดสินเอง

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น