<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ก.ล.ต. แห่งประเทศไทยเตรียมออกกฎเกณฑ์กำกับการระดมทุนผ่าน ICO ปีหน้า

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) กำลังมีแนวคิดที่จะออกกฎเกณฑ์เพื่อมากำกับการระดมทุนผ่าน Initial Coin Offerings (ICO) ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นหลักทรัพย์ โดยคาดว่าจะสามารถออกมาปรับใช้ได้ในช่วงไตรมาสที่สองของปีหน้านี้

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ฉบับของวันเสาร์ที่ 21 ตุลาคมนั้น นางทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักกทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่าทางทีมงานกำลังจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการร่างกฎเกณฑ์ดังกล่าว โดยจะมีขึ้นภายในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ (อ้างอิงจากนางทิพยสุดาล่าสุด) และเมื่อผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกๆฝ่ายแล้วนั้น ก็จะออกมาประกาศกฎเกณฑ์ใหม่ทันทีในปีหน้า ซึ่งทาง ก.ล.ต.จะกำหนดให้ไอซีโอที่เข้าข่ายเป็นหลักทรัพย์อีกประเภทตาม พ.ร.บ.กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ ซึ่งยังไม่ได้กำหนดชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ

นางทิพยสุดายังได้กล่าวอ้างอิงถึงการประกาศแบน ICO ของรัฐบาลจีนเนื่องจากว่าในช่วงนั้นมีบริษัทสตาร์ทอัพต้มตุ๋นหลอกลวงเกิดขึ้นมามากจึงทำให้รัฐบาลแดนมังกรต้องออกมาลงดาบ แต่สำหรับในไทยนั้นเธอมองว่ายังมีไม่มากนัก จึงต้องรีบทำการออกกฎเกณฑ์มาช่วยกำกับไว้ก่อน เพื่อเป็นเสมือนด่านผู้ตรวจสอบว่า ICO ตัวนั้นมีแนวโน้มว่าจะเป็นหลักทรัพย์หรือไม่ และจะผ่านเกณฑ์หรือไม่

“จีนห้ามทำเลยเพราะช่วงที่ไม่ห้ามเกิดการหลอกลวงมาก จึงต้องเขียนเกณฑ์มากำกับใหม่ ส่วนไทยยังมีไม่มากจึงยังไม่ห้าม แต่ต้องรีบออกเกณฑ์ มองว่าการทำไอซีโอต้องผ่านหน่วยงานตัวกลาง (พอร์ทัล) ที่ ก.ล.ต.เห็นชอบ ช่วยคัดกรองได้ว่าข้อเสนอขอระดมทุนที่ออกมาสมเหตุสมผลหรือไม่ ตรวจสอบได้ว่าสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำตรงตามที่ประกาศระดมทุนหรือไม่ ซึ่งขณะนี้มีทีมของ นายกรณ์ จาติกวณิช ประธานสมาคมฟินเทค เสนอตัวหนึ่งทีม”

กล่าวโดยนางทิพยสุดา

ที่น่าสนใจคือ ถ้าหากทำสำเร็จนั้นประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการออกกฎมาควบคุมการระดมทุนแบบดังกล่าว ในขณะที่ประเทศอื่นๆในเอเชียอย่างเกาหลีใต้และจีนนั้นเคยประกาศแบนอย่างถาวรไปแล้ว

ส่วน ICO ที่ไม่เข้าข่ายเป็นหลักทรัพย์นั้น ก็จะไม่ตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ที่จะออกมาในปีหน้านี้

กำหนดเพดานเงินลงทุน

นางทิพยสุดาในช่วงแรกที่เปิดรับความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น จะมีการจำกัดวงเงินลงทุนสำหรับ ICO ที่เข้าข่ายเป็นหลักทรัพย์ ซึ่งสำหรับนักลงทุนประเภทบุคคลนั้นจะต้องไม่เกิน 3 แสนบาทต่อโครงการ โดยตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่าการระดมทุนแบบ crowdfunding ในปัจจุบัน ซึ่งจะอยู่ที่ 5 หมื่นบาทต่อโครงการ

ดูเหมือนว่าท่าทีของผู้ออกกฎหมาย (regulator) ในประเทศไทยนั้นค่อนข้างที่จะเป็นบวกกับการระดมทุนดังกล่าว โดยในรายงานนั้นยังมีการอ้างอิงถึง น.ส.อาจารีย์ ศุภพิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายฟินเทค ก.ล.ต. ที่กล่าวว่าการระดมทุนแบบดังกล่าวนั้นตอบโจทย์บริษัทสตาร์ทอัพแบบฟินเทค แต่ทว่าก็ต้องมีการกำกับดูแลเพื่อไม่ให้มีผู้ไม่หวังดีสามารถนำไปใช้หลอกลวงหรือฉ้อโกงได้ โดยเธอกล่าวว่า

“ไอซีโอเป็นกลไกที่มีศักยภาพใช้ระดมทุน ตอบโจทย์ผู้เริ่มต้นธุรกิจบนพื้นฐานเทคโนโลยี (สตาร์ทอัพ) ซึ่งเป็นการระดมทุนเพื่อสร้างธุรกิจที่ทำจริงได้ จึงต้องดูแลไม่ให้ใครนำช่องทางนี้ไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม เพราะหากมีการหลอกลวงเกิดขึ้นมากแล้ว ก.ล.ต.ไม่เข้าไปทำอะไรจะนำความเสียหายมาให้ แต่หากดูแลดีๆ ไอซีโอจะเป็นประโยชน์ที่สุด”

การระดมทุนผ่าน ICO คือการที่บริษัทสตาร์ทอัพเปิดตัวโปรเจคใหม่และ ออกเหรียญ cryptocurrency ออกมาเพื่อขายให้กับผู้ที่สนใจในโปรเจ็คนั้นๆ ซึ่งเหรียญโทเค็นที่บริษัทออกมานั้นส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บนเทคโนโลยี ERC 20 ของ Ethereum ผู้ที่ซื้อเหรียญนั้นๆมาสามารถนำไปขายทอดตลาดแลกเป็น Bitcoin หรือเหรียญอื่นๆ หรือแม้แต่เก็งกำไรก็ทำได้เช่นกัน

ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมทั้งหมดของ ICO มีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 2,670 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 88 หมื่นล้านบาท อ้างอิงจาก CoinDesk

ภาพจากโพสต์ทูเดย์

คุณรู้สึกอย่างไรกับบทความนี้
Love
Haha
Wow
Sad
Angry

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น

Read previous post:

เว็บผู้ให้บริการซื้อขายเหรียญ cryptocurrency รายแรกของไทยที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ TDAX ได้ออกมาแสดงจุดยืนในการ hard fork ของ Bitcoin Gold อย่างชัดเจน โดยกล่าวว่าพวกเขาจะไม่ทำการลิสเหรียญดังกล่าวขึ้นเว็บ...

Close