<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

สาเหตุที่ Bitcoin จะมีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก

Bitcoin อยู่ในช่วงขาขึ้นในช่วง 174 วันนับตั้งแต่จุดต่ำสุดในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นมีราคาอยู่ที่ 3,150 ดอลลาร์ โดยเคยพุ่งสูงสุดถึง 9,070 ดอลลาร์ในปี 2019 ที่ผ่านมา ซึ่งจริงแล้วอาจเกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจทางการเงินของโลก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใหญ่ และอาจเป็นด้านดีของคริปโต

แรงผลักดันรอบคริปโต

ในโพสต์ Medium เมื่อเร็ว ๆ นี้ของนาย Tuur Demeester ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้ก่อตั้งของบริษัทด้านการเงิน Adamant Capital ได้อธิบายสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาของ bitcoin ในปัจจุบันและการคาดการณ์ว่าจะไปที่ใดต่อไป

นาย Demeester แนะนำว่า การสะสมของราคา (consolidation), การเล่นงานนักลงทุนที่เทข้างขาลง (short squeezes) และการถอน Bitcoin ทำให้ราคา Bitcoin มันพุ่ง แต่อย่างไรก็ตาม เขากล่าวถึงตัวแปรที่สำคัญที่สุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านเศรษฐกิจมหภาคระหว่างประเทศที่มีผลกระทบโดยตรงต่อราคาของ bitcoin

เมื่อปี 2013 เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองของไซปรัส แต่ราคา Bitcoin อยู่ในขาขึ้น ถ้ามองกราฟ 99 วัน นับตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 1950 เปอร์เซ็นต์ จากในช่วงระยะเวลาที่กล่าวมาเลยทีเดียว และนั่นก็คือตัวอย่างแรก

และมาจนถึงตอนนี้ เราได้เห็นเหตุการณ์สงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างเช่นจีน และสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นมา โดยนี่อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นก็เป็นได้

Tuur Demeester ระบุว่า:

“วันที่ 5 พฤษภาคมเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ และ 13 วันต่อมาราคาก็ลดลงอีก 2.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวด้านราคาที่น่าจดจำมากในแง่ของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ เป็นสัปดาห์ที่ Bitcoin ทะลุแนวต้านที่ 6,500 ดอลลาร์พอดี”

สื่อดังของรัสเซีย RT ได้นำเสนอรายการพิเศษที่มีชื่อว่า Boom Bust โดยมีการแนะนำว่าตลาด cryptocurrency ได้รับผลกระทบด้านบวกจากสงครามการค้าระหว่างสองยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจทำให้นักลงทุนชาวจีนแห่กันเทขายเงินหยวนไปซื้อ bitcoin เพื่อเอาตัวรอดจากการสูญเสียมูลค่า

ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีนจะแบนเหรียญ cryptocurrency ในปี 2017 และทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลด้านราคาการซื้อขายในประเทศนั้นเป็นเรื่องยาก แต่นาย Arthur Hayes หรือ CEO ของ BiTMEX เชื่อว่าการซื้อขายคริปโตแบบ OTC จะยังคงได้รับความนิยมต่อไป โดยเขากล่าวว่า ถึงแม้ว่าเว็บกระดานซื้อขายคริปโตใหญ่ ๆ ในอดีตอย่าง OkCoin และ Huobi ได้ยกเลิกการดำเนินธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเดินออกจากตลาดคริปโตในจีน

“ตลาด  OTC ยังคงมีการซื้อขายกันอย่างคักคัก และสามารถซื้อขายกันอย่างราบรื่นโดยไม่มีข้อขัดแย้งใด ๆ ซึ่งผมคิดว่านาย Zhao Dong เป็นผู้ซื้อขายคริปโตบนตลาด OTC รายใหญ่ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการซื้อแบบ IEO บนเว็บ Bitfinex อีกด้วย”

แรงซื้อของตลาดคาดว่ามาจากจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมันเป็นขาขึ้นติดต่อกัน 174 วัน โดยมีราคาเพิ่มขึ้น 188 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสามารถนำไปเปรียบเทียบได้กับตลาดขาขึ้นในปี 2015 ที่เกิดขึ้นถึง 78 วัน และมีอัตราการเพิ่มขึ้นกว่า 152 เปอร์เซ็นต์ แต่ทว่าในกรณีแรกนั้น ได้มีการปรับฐานของราคา 40 เปอร์เซ็นต์หลังจากนั้น ซึ่งจะเทียบเท่ากับจุดราคาที่ 5,400 ดอลลาร์ ในตอนนี้ หากนับจากจุดราคาสูงสุดที่ 9,070 ดอลลาร์

วิเคราะห์ Bitcoin

การปรับฐานของราคา Bitcoin อาจเกิดขึ้นในทุกขณะ โดยเฉพาะในกราฟ 1 สัปดาห์ ตัว indicator ที่ชื่อว่า TD Sequential ได้ให้สัญญาณให้ขาย นอกจากนี้ยังมีจุด green nine ที่บ่งบอกว่าราคาอาจจะทำการย่อลงมาประมาณหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ แต่หลังจากนั้นอาจจะมีแนวโน้มขึ้นต่อ

ราคาของ Bitcoin ยังไม่สามารถร่วงลงทะลุเส้น MA 7 สัปดาห์ได้ ทว่าถ้าหากราคาร่วงทะลุเส้นนี้ได้ เราอาจเห็นราคาลงไปที่ 30 หรือ 50 สัปดาห์ MA ได้ ราคาของมันก็อยู่ในช่วง 5,600 และ 5,050 ดอลลาร์ ซึ่งสถานการณ์จะคล้ายกับช่วงปลายปี 2015

ปัจจัยพื้นฐาน หรือแค่การ FOMO

รายงานจาก San Francisco Open Exchange สรุปว่า แนวโน้มของตลาดอาจมาถึงจุดหักเหแล้ว เนื่องจากมันยังไม่แน่ชัดว่า การเพิ่มขึ้นของราคาที่รุนแรงนั้นมาจากปัจจัยพื้นฐานของตลาดหรือเกิดจากเหตุการณ์ FOMO (รีบแห่กันซื้อเพราะกลัวจะตกรถ) ดังนั้นตลาดคริปโต จึงได้ถูกลดระดับลงมาจาก “ขาขึ้น” เหลือแค่ “ไม่แน่นอน”

นาย Peter Brandt ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการคริปโต ด้วยประสบการณ์มากกว่า 40 ปีในตลาดเก็งกำไรเชื่อว่า Bitcoin ได้เข้าสู่ระยะ FOMO เรียบร้อยแล้ว และกำลังจะเข้าเกิดการปรับฐานครั้งใหญ่ที่สำคัญ

มีผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการที่ราคา Bitcoin ลดลงต่ำกว่า 8,000 ดอลลาร์ อาจเป็นการย่อตัวลงไปพักและในอนาคตจะกลับมาเป็นตลาดขาขึ้นเพื่อทะยานต่ออีกครั้ง

นาย Thomas Lee ผู้ร่วมก่อตั้งของ Fundstrat Global Advisor กล่าวว่า การ FOMO นั้นยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้น เพราะเขาคิดว่ามันจะเกิดก็ต่อเมื่อราคาของ Bitcoin นั้นพุ่งไปถึงระดับ 10,000 ดอลลาร์เป็นต้นไป โดยมันสามารถมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นถึง 200 หรือ 400 เปอร์เซ็นต์ เพราะนักลงทุนจาก Wall Street ได้เข้าสู่ตลาดแล้ว

นาย Oliver Isaacs ให้สัมภาษณ์กับสื่อ The Independent โดยพูดถึงถึงปัจจัยหลายประการที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นตัวของ bitcoin รวมถึงตัวแปรอย่างเช่นการเมืองระหว่างประเทศและรวมถึงผู้ออกกฏหมายในด้านเทคโนโลยี

เขาเสริมว่าการปรับตัวที่ใช้เทคโนโลยีที่มากขึ้นนั้น เห็นได้จากการที่บริษัทใหญ่ ๆ อย่างเช่น Whole Foods, Petco, Lowe’s, Nordstrom และ Baskin Robbins และรวมถึงนักลงทุนอื่น ๆ ที่เริ่มหันมาใช้ Bitcoin โดยตัวแปรเหล่านี้คือสิ่งที่ผลักดันมูลค่าตลาดสูงขึ้น

นาย Isaac กล่าวว่า:

“ผมเชื่อว่า Bitcoin มีศักยภาพในการที่จะมีราคาพุ่งถึง 25,000 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2019 หรือต้นปี 2020”

นาย Tim Draper นักลงทุนชาวอเมริกันยังยืนยันว่าการปรับตัวใช้ Bitcoin ในกระแสหลัก อาจเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ทำให้เกิดการพุ่งของราคาครั้งล่าสุด โดยราคาอาจสูงไปถึง 25,000 ดอลลาร์ ในปี 2023 เนื่องจากจะกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการเงินทั่วโลก

นาย Roger Quantrillo นักวิเคราะห์ทางเทคนิคกล่าวว่าพัฒนาการในช่วงแรกของบริษัท Microsoft ในช่วงยุค 80 ยุค 90 นั้นคล้ายกับสิ่งที่ BTC กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งการร่วงเพื่อปรับฐานของราคาที่เกิดขึ้นนั้น จะถือว่าเป็นระยะสั้น ๆ เท่านั้น เพื่อทำให้ราคาพุ่งเป็นกราฟ Parabolic ต่อ

แม้ว่าจะเร็วเกินไปที่จะหาข้อสรุปว่า bitcoin จะสามารถทำราคาที่จุด 25,000 ดอลลาร์ได้หรือไม่ แต่ดูเหมือนว่า การปรับฐานของราคาที่ 17 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบันอาจขยายออกไปต่อ เพื่อให้ขาขึ้นนั้นสามารถเกิดขึ้นอย่างมั่นคง

อย่างไรก็ตามสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงยืดเยื้อต่อไป และเม็ดเงินใหม่ ๆ อาจเข้ามาในตลาดคริปโต ทำให้มูลค่าตลาดรวมนั้นสามารถทำจุดสูงสุดอีก ซึ่งจะต้องรอดูกันต่อไปว่านักลงทุนจะนำเงินของพวกเขามาซื้อ Bitcoin และมองมันเป็นตัวเก็บมูลค่า เพื่อเอาตัวรอดากวิกฤติการเงินที่เป็นผลกระทบมาจากการต่อสู่ระหว่างประเทศสองมหาอำนาจระหว่างจีนและสหรัฐฯ