<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Wall Street เผยการวิจารณ์ Bitcoin ของทรัมป์อาจส่งผลให้ราคาพุ่งแตะ 40,000 ดอลลาร์ในปีนี้ได้

ทั้งการที่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯอเมริกาศออกมาแสดงทีท่าต้อต้านสกุลเงินคริปโตอย่าง Bitcoin ก็ดี หรือการที่ผู้คนต่างพูดถึงผลกกระทบที่จะเกิดจากการให้บริการ Libra ของทาง Facebook ต่อสกุลเงินคริปโตอย่าง Ethereum แล้วนั้น  ในช่วงนี้ยังมีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจซึ่งจะได้กล่าวดังต่อไปนี้

Bitcoin 

นาย Tom Lee หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัท Fundstrat Global Advisors ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลในวงการคริปโตนั้นได้ออกมากล่าวว่าการที่ Trump แสดงท่าทีต่อต้านสกุลเงินคริปโตเช่นนี้น้นน่าจะเป็นผลดีกับตลาดมากกว่าเสียด้วยซ้ำ โดยในบทสัมภาษณ์กับ Yahoo Finance นั้นเขาได้กล่าวไว้ดังนี้

“เมื่อมองในภาพรวมแล้วเราจะพบว่ามันเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำที่แสดงให้เห็นว่าเหล่าสกุลเงินคริปโตต่างๆรวมทั้งตัว Bitcoin เองนั้นอยู่ในขั้นที่ทำให้เหล่ารัฐบาล ธนาคารกลาง หรือแม้แต่ประธานาธิปดีนั้นก็ยังให้ความสนใจ

ซึ่งเมื่อคิดๆไปแล้วมันน่าประหลาดใจมาก ซึ่งมันแทบจะมองไม่เห็นว่าจะกลายมาเป็นแบบนี้ได้เลยในช่วงหลายปีก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกหันมาสนใจและตั้งคำถามว่าสิ่งนี้ (สกุลเงินคริปโต) นั้นมันคืออะไรกันแน่ ซึ่งส่งผลดีให้กับตลาดแน่นอน

Bitcoin นั้นขณะนี้ได้มีการซื้อขายอยู่ที่ช่วงราคาซึ่งพบในอดีตที่ผ่านมาคิดเป็นอัตราส่วนต่อช่วงเวลาทั้งหมดเพียง 3% เท่านั้น ซึ่งเมื่อเรามองกลับไปถึงการทะลุเป้าในแต่ละครั้งของ Bitcoin แล้วก็เป็นไปได้ที่ในช่วงสี่เดือนข้างหน้านี้เราน่าจะเห็นมันมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ตั้งแต่ 200% – 400% และในช่วงไตรมาสสุดท้ายนั่นน่าจะวิ่งอยู่ในช่วงราคาที่ 20,000 ถึง 40,000 ดอลลาร์นั่นเอง

โดยส่วนตัวนั้นผมคิดว่านักเทรดทั้งหลายในวงการทั้งรายใหญ่และรายย่อยนั้นค่อนข้างที่จะใส่ใจเทคนิคต่างๆในการลงทุนอย่างมาก ซึ่งพวกเขามักที่จะมองหาที่มาของการเกิดอุปทานขึ้นเสมอทำให้พวกเขานั้นมักจะมีช่วงราคาซึ่งเป็นช่วงแนวต้านไว้ในใจ 

ทั้งนี้คำถามคือเส้นแนวต้านนั้นจะแข็งแรงอย่างนี้ไปตลอดงั้นหรือ? ทั้งการหวังให้กราฟนั้นขึ้นแบบ Triple Top เสมอมันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้มากนัก เพราะหากกราฟมันจะเปลี่ยนแปลงจริงๆนั้นมันจะเป็นการเปลี่ยนที่แตกต่างจากรูปแบบเดิมพอสมควรอยู่เสมอ”

นอกจากนี้นาย Tom ยังได้มีการพูดถึงกรณีที่ Trump แสดงความต้องการให้ทาง Facebook นั้นปฎิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านการธนาคารของสหรัฐโดยมีใจความหลักๆดังนี้

“ผมคิดว่าการกล่าวในทำนองนี้อาจจะไม่เป็นเรื่องที่ดีเท่าไหร่ เนื่องจากเหตุที่ Facebook นั้นเป็นแพลตฟอร์มที่มีขนาดใหญ่อีกทั้งโครงการ Libra นั้นก็มีท่าทีที่น่าจะประสบความสำเร็จอย่างมากอีกด้วย ซึ่งมันจะเป็นการดึงผู้คนอีกจำนวนมหาศาลเข้าสู่วงการคริปโต อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะไม่มี Libra ก็ตามสกุลเงินคริปโตก๋น่าจะประสบความสำเร็จได้อยู่ดี ดังนั้นสิ่งนี้น่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อ Bitcoin มากเท่าไหร่”

Ethereum 

หน่วยงานด้านการพัฒนาสกุลเงินคริปโตของทาง Ethereum อย่าง ConsenSys นั้นได้มีการเผยแพร่สรุปภาพรวมสิ่งที่ผู้คนในตลาดของ Ethereum น่าจะสามารถเรียนรู้จาก Libra ได้ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังจำเป็นที่ทางสกุลเงินนั้นต้องดำเนินการพัฒนาอีกมากเพื่อเป็นการนำเสนอตัวเองให้แก่สาธนารณะชน โดยได้มีการกล่าวว่า

“Libra นั้นมุ่งเป้าไปที่ทั้งตลาดของเหล่านักพัฒนาและเหล่าผู้ใช้งานทั่วไป ซึ่งพวกเขาสามารถที่จะใช้งานจากประโยชน์ที่เกิดขึ้นในหลายๆด้านเช่น ด้านผู้ใช้งานหรือแม้แต่ในด้านการพัฒนาต่างๆ เป็นต้น ซึ่งกรณีเป็นสิ่งที่แตกต่างจากการดำเนินการของ Ethereum ซึ่งยกตัวอย่างได้ดังนี้

ทาง Ethereum.org นั้นมองภาพผู้ที่เขาถึงว่าเป็นเหล่านักพัฒนาเสียส่วนใหญ่ ซึ่งสื่อไว้อย่างชัดเจนจากคำกล่าวบนเว็บไซต์ว่า ‘Ethereum นั้นเป็นสากล และมีแพลตฟอร์มที่เป็น Open-source สำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชั่นแบบ Decentralized โดยบน Ethereum นั้นผู้ใช้สามารถที่จะเขียนโปรแกรมเพื่อกำหนดมูลค่าทางดิจิทัล และสั่งให้มันทำงานได้ตามที่กำหนดไว้ ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวนั้นสามารถที่จะเข้าถึงได้จากทุกที่ทั่วโลกอีกด้วย’

อย่างไรก็ตามถ้าหากคุณไม่ใช่นักพัฒนาซึ่งมีความรู้ทางเทคนิคแล้ว สิ่งๆที่นี้ก็ไม่น่าที่จะเหมาะหรือเป็นการสร้างอะไรใหม่ๆให้กับผู้ใช้เหล่านั้นเลย ดังนั้นแล้วในฐานะที่เป็นเว็บไซต์หลักของทาง Ethereum ซึ่งเป็นที่แรกที่ผู้คนหาบน Google แล้วจะเข้ามาเจอนั้น พวกเราควรที่จะพิจารณาในการเปลี่ยนแปลงคำกล่าวนี้ให้มีความหมายที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าอื่นๆได้มากขึ้นด้วย”

Ripple และ XRP 

ทางนาย Brad Garlinghouse ผู้บริหารของทาง Ripple นั้นได้ออกมาแสดงความยินดีต่อการที่หน่วยงานด้านการกำกับดูแลการดำเนินการทางการเงินได้มีรายงานซึ่งกล่าวถึงความสามารถที่หลากหลายของสินทรัพย์ดิจิทัลต่างๆโดยได้เน้นย้ำถึงทั้ง Ethereum และ XRP อีกด้วย

Litecoin 

มูลนิธิของทาง Litecoin นั้นได้ออกมาเปิดเผยว่าเมืองฮ่องกงนั้นเป็นเป้าหมายของกลุ่มนักท่องเที่ยงซึ่งมีการใช้จ่ายด้วยสกุลเงิน Litecoin มากที่สุด โดยส่วนใหญ่นั้นใช้ในการจองห้องพักผ่านแพลตฟอร์มที่ชื่อ Travala ซึ่งได้เพิ่มช่องทางการจ่ายเงินดังกล่าวช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้นั่นเอง

Stellar 

ทางมูลนิธิของทาง Stellar นั้นก็ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลรางวัลในรอบแรกจากกองทุนการพัฒนาของกลุ่มตลาดของพวกเขา ซึ่งทุนดังกล่าวนั้นมีเป้าหมายในการสนับสนุนการพัฒนาโครงการต่างๆบนแพลตฟอร์มของพวกเขานั่นเอง โดยผู้ที่ชนะรางวันในครั้งนี้คือบริษัท Astrograph ซึ่งดำเนินการให้มีการสร้างแอปพลิเคชั่นต่างๆบนเครือข่าย Stellar นั่นเอง

Tron 

ความคือหน้าล่าสุดของทางสกุลเงินดังกล่าวคือการเผยแพร่รายงานล่าสุดออกมาแล้ว โดยยอดรวมของ Dapps ทั้งหมดบนเครือข่ายล่าสุดนั้นมากถึง 513 รายเลยทีเดียว

ที่มา : Dailyhodl