<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

4 ปัญหาที่ Bitcoin ต้องแก้ไขก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นสกุลเงินหลักของโลก

Bitcoin (BTC) ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทัั้งๆ ที่ในปี 2010 มันเป็นแค่เทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จัก แต่เมื่อตัดภาพมาที่ปัจจุบันเราจะเจอคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อ Bitcoin น้อยลงทุกที

ปี 2017 เป็นปีที่ Bitcoin สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลกผ่านสื่อเพราะมันขึ้นไปถึง 20,000 ดอลลาร์ ปี 2017 จึงเป็นปีที่ทำให้ Bitcoin ก้าวข้ามผ่านช่วงคิดค้นเป็นช่วงระยะปรับใช้เบื้องต้น ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเสมอเมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น ทุกวันนี้มีบัญชีผู้ใช้ Bitcoin ทั่วโลกกว่า 29 ล้านบัญชี 

แต่ถึงอย่างไรก็ตามจำนวนดังกล่าวถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับประชากรทั่วโลกที่อาจจะสนใจ Bitcoin ในอนาคต ดังนั้นแล้วจึงมีพื้นที่ว่างสำหรับการขยายตลาดของ Bitcoin สูงมาก

แต่ถึงอย่างไรก็ตามที่ผ่านมาผู้ใช้ Bitcoin มักประสบปัญหาใหญ่ 4 ประการ ซึ่งล้วนแต่เป็นอุปสรรคสำคัญที่จะต้องได้รับการแก้ไขเพื่อที่มันจะเป็นที่นิยมไปทั่วโลกในอนาคต

ทางเว็บไซต์ Medium ได้ออกมาจัดอันดับปัจจัยทั้ง 4 นี้ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. ลดระยะเวลาที่ต้องใช้ในการโอนเหรียญ

Bitcoin ต้องทำให้การโอนเงินเกิดขึ้นได้ในทันทีโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องรอ ถ้าแก้ไขได้ Bitcoin จะได้กลายเป็นระบบการจ่ายเงินแบบผู้ใช้ต่อผู้ใช้ (Peer-to-Peer) ที่ทั้งโลกกำลังต้องการ ในปัจจุบันถ้าพ่อค้าใช้ Bitcoin พวกเขาจะพบปัญหาเมื่อลูกค้าต้องการจะโอนเงินให้แต่ต้องรอนานกว่า 10 นาทีการโอนเงินจะสำเร็จ ปัญหานี้เป็นอุปสรรคสำคัญ

ในปัจจุบันเวลาเฉลี่ยต่อการโอน Bitcoin จะอยู่ที่ 8-10 นาทีตามกราฟต่อไปนี้ 

ในอดีตมันแย่กว่านี้ด้วยซ้ำ ในปี 2017 ผู้คนใช้ Bitcoin กันมากจนทำให้ค่าวอลุ่มการโอนในตอนนั้นสูงมาก ระยะเวลาที่ใช้ในการทำการโอนต่อครั้งในตอนนั้นมีค่าเฉลี่ยถึง 30 นาที การที่ 30 นาทีเป็นค่าเฉลี่ยแสดงว่ามีคนจำนวนมากที่ต้องใช้เวลามากกว่า 30 นาทีในการโอนแต่ล่ะครั้งเลยทีเดียว อาจจะเป็นหลายชั่วโมงเลยก็เป็นได้

ในปัจจุบันผู้พัฒนาหลายคนก็พยายามแก้ปัญหานี้อยู่ เช่นการพัฒนา Lightning Network

เทคโนโลยี Lightning Network สามารถบรรเทาภาระของ Bitcoin ได้มากเพราะมันสามารถสร้างช่องทางในการทำการโอนขนาดเล็กได้มากมายและส่งผลให้ค่าวอลุ่มการโอนลดลงไปมาก ผู้คนคาดหวังว่า Lightning Network จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เวลาที่ใช้ในการโอน Bitcoin ลดลงไปอย่างมาก

แต่ถึงอย่างไรก็ตามโลกคริปโตก็ต้องมองหาหนทางอื่นมาแก้ปัญหาโดยตรงเช่นกัน

2. เพิ่มปริมาณการโอนที่ระบบรองรับ

ถ้า Bitcoin กลายเป็นสกุลเงินหลักของโลกจะทำให้ปริมาณการโอนใน 1 วินาทีสูงขึ้นมาก ซึ่ง Bitcoin อาจจะยังไม่สามารถรองรับแรงใช้มากขนาดนั้นได้

ในปัจจุบัน Bitcoin สามารถทำการโอนได้แค่ 7 ครั้งต่อ 1 วินาที ตัวเลขดังกล่าวห่างไกลจาก VISA ที่สามารถทำการโอนได้ 24,000 ครั้งต่อปี

เพราะฉะนั้นแล้ว Bitcoin จะต้องพัฒนาระบบการโอนนี้เพื่อที่จะได้รับความนิยมระดับโลก

เว็บไซต์ Medium รายงานว่าระบบ Lightning Network ก็อาจจะเป็นทางออกสำหรับปัญหานี้ได้เช่นกัน

การเพิ่มช่องทางการโอนของ Lightning Network จะทำให้ Bitcoin สามารถรองรับการโอนต่อวินาทีได้มากขึ้น

ระบบ Bitcoin Blockchain จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นถ้าตัว Nodes ของระบบมีมากขึ้น Ligtning Network จะทำให้ตัว Nodes มีมากขึ้น ในอนาคต Bitcoin อาจจะสามารถรองรับการโอนได้ 5000 – 1 ล้านครั้งต่อวินาที

Lightning Network จึงมีความสำคัญต่อเส้นทางของ Bitcoin เป็นอย่างมาก ต้องรอดูกันต่อไปว่าระบบ Lightning Network จะพา Bitcoin ไปไกลแค่ไหนในอนาคต

3. ลดค่าใช้จ่ายในการโอนถ้าวอลุ่มการโอนสูงขึ้น

ปัจจัยที่ 3 นี้เกี่ยวข้องกับการขุด ผู้สร้าง Bitcoin นาย Satoshi Nakamoto (ผู้ที่นาย Craig Wright เคยแอบอ้างว่าเป็น) วางระบบสำหรับนักขุดไว้ดังนี้

  1. รางวัลเป็น Bitcoin สำหรับนักขุดที่ช่วยในการใช้พลังคอมพิวเตอร์ในการโอน Bitcoin ปัจจุบันค่าตอบแทนจะอยู่ที่ 12.5 Bitcoin และจะลดเป็น 6.25 ดอลลาร์หลังการ Halving ในเดือนพฤษภาคมที่จะมาถึงในปีนี้
  2. ค่าการโอน

เว็บไซต์ Medium รายงานว่าค่าการโอนนั้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่วอลุ่มการโอนในขณะนั้น หรือปริมาณข้อมูลของการโอนในแต่ละครั้ง

นอกจากนั้นแล้วผู้ใช้ยังสามารถเลือกได้ว่าจะจ่ายค่าโอนเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะทำให้การโอนของตนเร็วกว่าการโอนของคนอื่นอีกด้วย

ในขณะนี้ค่าโอนจะอยู่ที่ 0.3 ดอลลาร์โดยประมาณ

ในขณะที่ในปี 2017 ซึ่งเป็นปีที่ Bitcoin มีการโอนสูงสุดค่าการโอนนั้นสูงถึง 34 ดอลลาร์โดยประมาณ

ค่าการโอนที่สูงแบบนี้ย่อมเป็นปัญหาสำหรับ Bitcoin ในอนาคตแน่นอน เพราะถ้าหากวอลุ่มการโอนในตลาดสูงขึ้นค่าใช้จ่ายในการโอนก็จะสูงขึ้น ผู้ใช้จำนวนมากก็คงจะไม่ใช้ Bitcoin เพราะไม่อยากจ่ายค่าโอนที่สูง ค่าใช้จ่ายที่สูงแบบนี้ไม่ทำให้ Bitcoin กลายเป็นสกุลเงินแลกเปลี่ยนหลักในอนาคตแน่นอนหากไม่ได้รับการแก้ไข

4.การกระจายศูนย์ของ Bitcoin 

ความปลอดภัยของ Bitcoin Blockchain นั้นขึ้นอยู่กับแรงของเครื่องคอมพิวเตอร์จากนักขุด

เมื่อดูแล้วค่า Hash Rate ของระบบ Bitcoin Blockchain นั้นก็ดูสมดุลดี แต่จริงๆ แล้วมันค่อนข้างเอนเอียงพอสมควร

ค่า hash rate ส่วนใหญ่นั้นอยู่ที่ประเทศจีน ประเทศจีนนั้นมีค่า hash rate อยู่ที่ 65 เปอร์เซ็น ซึ่งส่วนใหญ่นั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของ Bitmain

ถึงแม้ Bitmain จะมีโอกาสเข้าควบคุมตลาดน้อยก็ตามแต่ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ ทาง Medium จึงมองว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นอีก 1 ใน 4 ปัจจัยที่สำคัญเป็นอย่างมาก

ล่าสุดธนาคารเยอะรมันออกมาคาดการณ์ว่าสกุลเงินกระดาษจะหมดไปภายในปี 2030 และเมื่อถึงเวลานั้นสกุลเงินดิจิตอลจะได้รับความนิยมมากขึ้น แต่เมื่อมองดูปัจจัยทั้ง 4 แล้ว Bitcoin อาจจะต้องแก้ไขอีกมากก่อนที่มันจะสามารถเป็นสกุลเงินระดับโลกได้ ต้องรอดูกันต่อไปในอนาคตว่าโลกคริปโตจะแก้ปัญหาได้แค่ไหน

ที่มา medium