สรุปข่าว
- บริษัทคลังสินทรัพย์ดิจิทัลระดับแนวหน้าอย่าง BitMine Immersion Technologies ยังคงเดินหน้ากว้านซื้อ Ethereum สู้กับสภาวะตลาดขาลง โดยเพิ่งทุ่มเงินอีกเกือบ 43 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสะสม ETH เข้าพอร์ต
- Tom Lee ประธานบริษัท BitMine ชี้ว่าการที่ราคาเหรียญร่วงลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงผลกระทบจากการปรับพอร์ต (Window dressing) ของนักลงทุนในช่วงปลายไตรมาส พร้อมเน้นย้ำถึงปัจจัยบวกที่จะมาสนับสนุนเครือข่ายในระยะยาว
- ท่าทีดังกล่าวสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับ Strategy ซึ่งเป็นบริษัทผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดที่นอกจากจะระงับการเข้าซื้อเหรียญแล้ว ยังได้เปิดตัวกรอบการบริหารเงินทุนใหม่ที่เปิดทางให้บริษัทสามารถเทขาย Bitcoin มูลค่าสูงสุด 1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อรักษาสภาพคล่อง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เนื่องจากตลาดกำลังเผชิญกับสองแรงที่สวนทางกัน แม้จะมีแรงซื้อระดับสถาบันจากฝั่ง BitMine เข้ามาช่วยพยุงความเชื่อมั่นในฝั่งของ Ethereum แต่ท่าทีที่เปลี่ยนไปของ Strategy ซึ่งเริ่มมีแผนเปิดช่องเทขาย Bitcoin ย่อมสร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาให้กับนักลงทุนในภาพรวม
BitMine Immersion Technologies บริษัทผู้บริหารคลังสินทรัพย์ Ethereum ยังคงแสดงจุดยืนที่มั่นคงท่ามกลางสภาวะตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่กำลังเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าซื้อ ETH เพิ่มเติมอีกเกือบ 43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สวนทางกับฝั่งของ Strategy บริษัทคลังสมบัติ Bitcoin เบอร์หนึ่งของโลกที่ตัดสินใจเบรกการสะสม BTC เอาไว้ชั่วคราว การเข้าซื้อในครั้งนี้ทำให้ปัจจุบัน BitMine มีการถือครอง ETH มากกว่า 5.7 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้บริษัทยังมีการกระจายความเสี่ยงด้วยการถือครอง Bitcoin อีกราว 206 เหรียญ มูลค่าประมาณ 12.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
Tom Lee ประธานบริหารของ BitMine (ซึ่งเป็นผู้ลงทุนใน Dastan บริษัทแม่ของสำนักข่าว Decrypt) ได้ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี เนื่องจากราคา ETH ปรับตัวลดลงถึง 8% แม้ว่าเครือข่ายจะมีปัจจัยเชิงบวกหลายด้านมารองรับ ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้ง Ethlabs ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งขับเคลื่อนอนาคตของ Ethereum โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากทั้ง BitMine และบริษัทคู่แข่งอย่าง Sharplink ไปจนถึงการที่ธนาคารกลางอังกฤษหรือ Bank of England เริ่มมีท่าทีที่ผ่อนปรนมากขึ้นต่อกฎระเบียบของ Stablecoin
ในมุมมองของ Tom Lee อนาคตของอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซียังคงสดใส โดยบริษัทยังคงมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายในระยะยาว และเชื่อมั่นในปัจจัยขับเคลื่อนอย่างการนำเครือข่ายไปใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของสถาบันการเงินและระบบการชำระเงินอัตโนมัติ (Agentic payments) เขาอธิบายเพิ่มเติมว่าการร่วงลงของราคาในช่วงนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดไตรมาสในเดือนมิถุนายน ซึ่งมักจะเกิดการทำ Window dressing ที่นักลงทุนสถาบันจะพากันเทขายสินทรัพย์ที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาทิ้งไป
จากแรงกดดันดังกล่าว ทำให้สินทรัพย์หลักของบริษัทอย่าง ETH มีราคาปรับตัวลดลงถึง 22% ในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา โดยซื้อขายกันอยู่ที่ระดับประมาณ 1,567 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,946 ดอลลาร์สหรัฐอยู่ถึง 68% ขณะที่ฝั่งของ Bitcoin แม้จะทำผลงานได้ดีกว่าเล็กน้อย แต่ก็ปรับตัวลดลงไป 19% ในรอบเดือน และลดลงกว่า 52% จากจุดสูงสุดเดิมที่ 126,080 ดอลลาร์สหรัฐ โดยล่าสุดซื้อขายกันอยู่ที่ระดับ 59,324 ดอลลาร์สหรัฐ
แน่นอนว่าเมื่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงร่วงลง ราคาหุ้นของ BitMine หรือ BMNR ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเผชิญกับผลกระทบ โดยหุ้นของบริษัทร่วงลงเกือบ 17% ในช่วงห้าวันทำการล่าสุด และร่วงลงกว่า 31% ในรอบหนึ่งเดือน ลงไปเคลื่อนไหวอยู่ที่ 13.21 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นการทรุดตัวลงอย่างรุนแรงกว่า 91% จากจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่เคยทำไว้ที่ 161 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่บริษัทประกาศนำกลยุทธ์การบริหารคลังด้วย Ethereum มาใช้เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว
ทั้งนี้ โมเดลการกว้านซื้อคริปโตเคอร์เรนซีเพื่อใช้เป็นคลังสินทรัพย์ขององค์กรนั้นริเริ่มโดย Strategy และผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Michael Saylor ซึ่งเริ่มสะสม BTC อย่างดุดันมาตั้งแต่ปี 2020 แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ หลังจากที่ Strategy ทยอยซื้อเหรียญเข้าพอร์ตแทบทุกสัปดาห์มาตลอดหลายปี ล่าสุดบริษัทกลับไม่ได้ทำการซื้อเหรียญเพิ่มเลยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการถูกจับตามองอย่างหนักเรื่องการเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิ STRC ที่ราคาเพิ่งจะร่วงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ หนำซ้ำบริษัทยังได้อนุมัติแผนงานภายใต้ ‘Digital Credit Capital Framework’ ที่เปิดทางให้สามารถเทขาย Bitcoin มูลค่าสูงสุดถึง 1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาสร้างเงินสดสำรองสำหรับจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอีกด้วย
ที่มา: prnewswire
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าข่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของการบริหารคลังสินทรัพย์ระดับสถาบันครับ การที่ผู้บุกเบิกและผู้สนับสนุนตัวยงอย่าง Strategy เริ่มเปิดช่องทางให้ตัวเองสามารถ “เทขาย” เหรียญเพื่อนำมาหมุนจ่ายปันผล ถือเป็นการพังทลายภาพลักษณ์ “การถือครองชั่วนิรันดร์” ที่สร้างมาตลอดหลายปี ซึ่งแน่นอนว่ามันจะสร้างความหวั่นไหวให้กับตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในทางกลับกัน
การเดินหน้ากว้านซื้อ Ethereum ของ BitMine ท่ามกลางตลาดขาลงนั้นน่าสนใจมาก เพราะธรรมชาติของ ETH คือสินทรัพย์ที่สามารถนำไปทำ Staking เพื่อสร้างกระแสเงินสดมาหล่อเลี้ยงองค์กรได้ด้วยตัวเอง หาก BitMine สามารถบริหารผลตอบแทนส่วนนี้ให้ครอบคลุมต้นทุนได้ โมเดลของพวกเขาอาจจะมีความยั่งยืนในระยะยาวมากกว่าการกู้เงินมาซื้อเหรียญที่ไม่มีปันผลในตัวเองอย่าง Bitcoin อย่างไรก็ตาม การที่ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทร่วงลงอย่างหนักก็เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ไม่ว่าโมเดลธุรกิจจะดูดีแค่ไหน ในท้ายที่สุดแล้วนักลงทุนในตลาดทุนดั้งเดิมก็ยังคงมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาสินทรัพย์อ้างอิงอยู่ดี

