BTQ Technologies ผู้เชี่ยวชาญด้านการเข้ารหัสยุคหลังควอนตัม (Post-Quantum Cryptography) ได้เปิดตัวโปรเจกต์สำคัญที่ชื่อว่า Bitcoin Quantum ซึ่งเป็นเครือข่ายทดสอบ (Testnet) ที่เกิดจากการ Hard Fork แยกตัวออกมาจาก Bitcoin โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นสนามทดลองระบบป้องกันภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ถึงทศวรรษข้างหน้า
เพราะเทคโนโลยีควอนตัมมีความสามารถในการคำนวณที่เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ปัจจุบันแบบทวีคูณ ซึ่งอาจเจาะทะลุระบบการเข้ารหัสแบบเดิมที่ Bitcoin ใช้อยู่และขโมยสินทรัพย์มูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ไปได้อย่างง่ายดาย
ภัยเงียบที่มองไม่เห็นและเกราะป้องกันใหม่
ความน่ากลัวของควอนตัมคอมพิวเตอร์คือความสามารถในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Discrete Logarithm Problem ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้แฮกเกอร์สามารถคำนวณหา Private Key จาก Public Key ที่ปรากฏบนบล็อกเชนได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายหัวใจสำคัญของความปลอดภัยในโลกคริปโตอย่างสิ้นเชิง
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ BTQ จึงได้นำเสนออัลกอริทึมแบบใหม่ที่เรียกว่า ML-DSA หรือที่รู้จักในชื่อ Dilithium ซึ่งเป็นมาตรฐานการเข้ารหัสแบบ Lattice-based ที่เพิ่งได้รับการรับรองจาก NIST สหรัฐฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2024 โดยเทคโนโลยีนี้จะเปลี่ยนสมการคณิตศาสตร์เบื้องหลังให้ซับซ้อนเกินกว่าที่ควอนตัมจะแก้ได้ แต่แลกมาด้วยต้นทุนมหาศาล เพราะลายเซ็นดิจิทัลแบบใหม่นี้มีขนาดข้อมูลใหญ่กว่าเดิมถึง 200 เท่า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนและประสิทธิภาพของเครือข่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กำแพงที่ยากกว่าเทคโนโลยีคือ “ชุมชน Bitcoin”
แม้ทางเทคนิคจะมีทางออก แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดคือการเมืองภายในชุมชน Bitcoin เพราะการจะอัปเกรดระบบไปใช้อัลกอริทึมใหม่จำเป็นต้องทำการ Hard Fork ซึ่งเป็นสิ่งที่สาวก Bitcoin ส่วนใหญ่ต่อต้านอย่างรุนแรง เนื่องจากมองว่าเป็นการสร้างเหรียญใหม่ที่ไม่ใช่ Bitcoin ดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม Chris Tam ผู้บริหารของ BTQ ได้หยิบยกวิสัยทัศน์ของ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin มาอ้างอิงเพื่อโน้มน้าวใจ
โดยระบุว่า Satoshi ตระหนักถึงความเสี่ยงเรื่องควอนตัมมาตั้งแต่แรกและได้ออกแบบระบบให้ปกปิด Public Key จนกว่าจะมีการใช้จ่ายเงิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นภัยคุกคามพื้นฐานที่ต้องเร่งหาทางแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป
ที่มา: coindesk

