กลายประเด็นถกเถียงกันอย่างดุเดือดในวงการคริปโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งปี 2026 ที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ดูเหมือนจะตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ กับคำถามที่หลายคนสงสัยว่า “ถ้าสงครามโลกครั้งที่ 3 (WW3) เกิดขึ้นจริง Bitcoin จะไปทางไหน?”
ในปี 2026 นั้นปฏิเสธเลยไม่ได้ว่า เรากำลังยืนอยู่บนจุดที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 (WW3) มากที่สุด เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในจุดยุทธศาสตร์สำคัญพุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะในยุโรปที่มีการข้าม “เส้นแดง” ของรัสเซีย เรื่องโครงสร้างความมั่นคงใหม่หลังสงครามยูเครน

สถานการณ์โลกในฝั่งเอเชียก็น่ากังวลไม่แพ้กัน เมื่อจีนยกระดับการซ้อมรบรอบไต้หวันจากการฝึกบุกแบบเดิมมาเป็นการ “ซ้อมปิดล้อม” อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจตัดขาดเส้นทางการค้าโลกได้ทันที
ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ก็แสดงท่าทีแข็งกร้าวไปทั่วโลก ตั้งแต่การเข้าไปแทรกแซงในเวเนซุเอลา ไปจนถึงการขยายอิทธิพลสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างกรีนแลนด์บรรยากาศที่เต็มไปด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการโชว์กำลังทหารแบบนี้ ทำให้โลกตกอยู่ในสภาวะที่เปราะบางแบบสุด ๆ
ซึ่งความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยจากการตัดสินใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็อาจกลายเป็นชนวนเหตุที่ดึงวิกฤตจากทุกมุมโลกมาบรรจบกัน จนกลายเป็นสงครามใหญ่ที่สะเทือนไปถึงระบบการเงินและปากท้องของคนทั้งโลกได้ในพริบตา
ในบทความนี้ คำนิยามของ สงครามโลกครั้งที่ 3 (WW3 )ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งเล็ก ๆ ในระดับภูมิภาคอีกต่อไป แต่หมายถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด นั่นคือ การที่ “ประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์เปิดฉากปะทะกันโดยตรง” จนลุกลามกลายเป็นสงครามหลายแนวรบที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก เช่น สมรภูมิในยุโรปและอินโด-แปซิฟิกที่ปะทุขึ้นในเวลาเดียวกัน
เหตุการณ์ระดับนี้จะเป็นตัวตัดสินชะตากรรมของเศรษฐกิจโลกทันที เพราะตลาดจะตอบสนองรุนแรงกว่าสงครามทั่วไปหลายเท่า เนื่องจากเส้นทางการค้า และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกจะถูกตัดขาดออกจากกันโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้ระบบการเงินเดิมพังทลายและบีบให้มูลค่าสินทรัพย์ทุกอย่างต้องถูกประเมินใหม่หมด
ซึ่งในสภาวะสงครามเช่นนี้ สินทรัพย์แต่ละประเภท จะมีการตอบสนองที่เป็นเอกลักษณ์ตามกลไกของมัน
โดยปกติแล้ว หุ้น มักจะร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงแรกจากความตื่นตระหนก และความไม่แน่นอน แต่จะค่อย ๆ ฟื้นตัวได้เมื่อทิศทางนโยบายรัฐชัดเจนขึ้น เว้นแต่ว่าสงครามนั้นจะลากยาวจนทำลายเศรษฐกิจ หรือเกิดเงินเฟ้อรุนแรงจนกู่ไม่กลับ
ด้าน ทองคำ จะพุ่งขึ้นทันทีตามความกลัว ในฐานะสินทรัพย์ลี้ภัยความเสี่ยง แต่ราคาอาจย่อตัวลงได้เมื่อความกังวลเริ่มคลี่คลาย หรือเมื่ออัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) พุ่งสูงขึ้น
ส่วน แร่เงิน (Silver) นั้น จะมีความผันผวนสูงกว่าทองคำ เนื่องจากมีสถานะเป็น Safe Haven ที่กึ่งสินค้าอุตสาหกรรม
และตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือ น้ำมัน เพราะถ้าราคาพุ่งสูงจะกลายเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อทันที บีบให้ธนาคารกลางต้องตัดสินใจอย่างยากลำบากว่า จะยอมปล่อยให้เศรษฐกิจพัง หรือจะสู้กับเงินเฟ้อที่พุ่งกระฉูด
แต่กลับกันทิศทางราคาของ Bitcoin ในสภาวะสงครามอาจไม่ได้มีคำตอบเดียว เพราะมันมี “สองตัวตน” ที่ขัดแย้งกันในตัวเอง ตัวตนแรกคือ “สินทรัพย์เสี่ยง” ซึ่งมักจะถูกเทขายทิ้งอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตลาดหุ้น เมื่อระเบิดเริ่มลง เพราะนักลงทุนต้องการกำเงินสดไว้ก่อน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันคือ “สินทรัพย์ลี้ภัยที่พกพาได้และไม่ถูกยึดครอง” ซึ่งจะมีค่ามหาศาล เมื่อระบบการเงินปกติถูกปิดกั้นหรือถูกอายัด ดังนั้นการที่ Bitcoin จะเป็นขาขึ้นหรือขาลงจึงขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์นั้นอยู่ใน “เฟสไหนของวิกฤต”

ผลการดำเนินงานจริงของสินทรัพย์สำคัญในช่วงสงครามและวิกฤตการณ์
ซึ่งพฤติกรรมของ Bitcoin ในสภาวะสงคราม สามารถแบ่งออกเป็น 3 เฟสสำคัญที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจดังนี้
เริ่มต้นที่ เฟส 1: สัปดาห์แรกของเหตุการณ์ที่น่าตกใจ ตลาดจะเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด ทุกคนต้องการถือเงินสด ทำให้เกิดแรงเทขาย (Liquidation) เกิดขึ้นในทุกสินทรัพย์ที่มีกำไรหรือมีเลเวอเรจสูง ส่งผลให้ราคา Bitcoin มักจะร่วงลงพร้อมกับตลาดหุ้น ในขณะที่ทองคำและดอลลาร์ ราคาจะพุ่งแรงจากแรงซื้อ เพื่อลี้ภัยความเสี่ยง
ต่อมาคือ เฟส 2: รัฐเริ่มอัดฉีด ตลาดจะเริ่มจับตามองนโยบายของรัฐบาล หากมีการอัดฉีดสภาพคล่อง เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทำให้ราคา Bitcoin จะเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่ถ้ามีการออกกฎหมายคุมเข้มการเคลื่อนย้ายเงินทุนหรือคริปโต ราคา Bitcoin จะเข้าสู่ช่วงผันผวนหนัก
และสุดท้าย เฟส 3: สงครามความยืดเยื้อ ความรุนแรงของราคา Bitcoin จะขึ้นอยู่กับปัจจัยระดับมหภาค ทั้งความตึงตัวของดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) และที่สำคัญที่สุดคือ “ความอยู่รอดของโครงสร้างพื้นฐาน” ว่า ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และกระดานเทรดยังสามารถใช้งานได้ตามปกติหรือไม่
หากคุณต้องการประเมินทิศทางของ Bitcoin ในช่วงวิกฤตแบบง่าย ๆ ให้ลองใช้ ” 3 คำถาม” ง่าย ๆ เพื่อเช็กสถานการณ์โดยเรียงตามลำดับ
ขั้นแรกให้ถามว่า “เกิดเหตุการณ์ช็อกโลกจนตลาดต้องเทขายหรือไม่?” ถ้าคำตอบคือใช่ ราคา Bitcoin จะร่วงลงก่อนตามกลไกการดึงเงินสดกลับ
คำถามต่อมาคือ “รัฐบาลเริ่มอัดฉีดเงินเข้าระบบ เพื่อพยุงเศรษฐกิจแล้วหรือยัง?” หากเริ่มมีการพิมพ์เงินเพิ่ม ราคา Bitcoin จะฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วในฐานะสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ
และคำถามสุดท้ายคือ “มีการคุมเข้มการโอนเงินอย่างหนัก แต่ระบบคริปโตยังใช้งานได้อยู่ใช่ไหม?” หากเป็นเช่นนั้น Bitcoin จะเปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์เก็งกำไรกลายเป็น “ทางหนีไฟ” ของเม็ดเงินมหาศาลทันที เพราะมันเป็นช่องทางเดียวที่พกพา และโอนข้ามพรมแดนได้โดยไม่ถูกปิดกั้น
ที่มา : beincrypto

