สรุปข่าว
- Bitcoin แสดงความแข็งแกร่งด้วยการยืนหยัดเหนือระดับเจ็ดหมื่นดอลลาร์สหรัฐท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามและวิกฤตเศรษฐกิจมหภาค
- ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับทองคำเริ่มพลิกกลับมาเป็นบวกซึ่งสะท้อนมุมมองของนักลงทุนที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินดอลลาร์อ่อนค่า
- กระแสเงินทุนเริ่มไหลกลับเข้าสู่กองทุน Bitcoin ETF อีกครั้งโดยเฉพาะกองทุนของ BlackRock ที่กวาดเม็ดเงินไปเกือบหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมีนาคม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ Bitcoin สามารถทนทานต่อแรงกระแทกจากปัจจัยลบระดับโลกได้อย่างแข็งแกร่งและแรงเทขายเริ่มชะลอตัวลง ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน การกลับมาของเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันผ่านกองทุน ETF และการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับทองคำในฐานะสินทรัพย์หลบภัยยุคใหม่ จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ตลาดเกิดความเชื่อมั่นและดึงดูดกระแสเงินทุนรอบใหม่ให้ไหลเข้ามาสะสมอย่างต่อเนื่อง
ความยืดหยุ่นของราคา Bitcoin ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจมหภาคระดับโลกกำลังกลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุนใน Wall Street อย่างมาก แม้จะมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามอิหร่านและความเสี่ยงเรื่องอุปทานน้ำมันดิบ แต่เหรียญพี่ใหญ่อย่าง Bitcoin กลับไต่ระดับขึ้นไปเฉียด 71,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการฟื้นตัวถึง 7 เปอร์เซ็นต์จากจุดต่ำสุดเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ความแข็งแกร่งที่สวนทางกับสินทรัพย์อื่นเริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้น ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 แทบจะไม่มีการเคลื่อนไหวในช่วงเวลาเดียวกัน ในขณะที่ทองคำซึ่งมักจะเป็นหลุมหลบภัยในช่วงวิกฤตกลับปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากดูผลงานตลอดเดือนมีนาคม Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์เพียงหนึ่งเดียวที่ทำกำไรได้อย่างโดดเด่น นอกจากนี้ Bitcoin ยังเริ่มฉีกตัวออกจากความสัมพันธ์ที่เคยผูกติดกับหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ โดยในช่วงห้าวันที่ผ่านมากองทุน Bitcoin ETF ของ BlackRock ปรับตัวขึ้นเกือบ 4 เปอร์เซ็นต์ สวนทางกับกองทุน Software ETF ที่ร่วงลงไปกว่า 2 เปอร์เซ็นต์

Aurelie Barthere นักวิเคราะห์วิจัยอาวุโสจาก Nansen ชี้ให้เห็นว่าสัญญาณที่น่าประทับใจคือราคา Bitcoin แทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากพาดหัวข่าวสงครามเลย ความอ่อนไหวต่อปัจจัยลบของ Bitcoin นั้นอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับดัชนี Euro Stoxx ที่ร่วงลงอย่างหนัก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าแรงเทขายในตลาดคริปโตเริ่มหมดลงและนักลงทุนฝั่งขายมีท่าทีดุดันน้อยกว่าในตลาดหุ้นดั้งเดิม
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่นักเทรดจับตามองคือความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin และทองคำ Bryan Tan จากสถาบันการเทรด Wintermute ระบุว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองสินทรัพย์ได้พลิกกลับมาเป็นบวก โดยเปลี่ยนจากติดลบ 0.49 เมื่อสัปดาห์ก่อนมาอยู่ที่บวก 0.16 จากเดิมที่นักลงทุนมักจะเทขาย Bitcoin แล้วไปซื้อทองคำเมื่อเกิดสงคราม แต่ตอนนี้สินทรัพย์ทั้งสองกลับกอดคอกันพุ่งขึ้นในจังหวะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ซึ่งหมายความว่านักลงทุนเริ่มมอง Bitcoin เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินดอลลาร์เช่นเดียวกับทองคำ
นอกจากนี้กระแสเงินทุนที่ไหลกลับเข้าสู่กองทุน Bitcoin ETF ก็เป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญ Joe Edwards หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Enigma เปิดเผยว่าข้อมูลในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกองทุนของ BlackRock ที่ดึงดูดเม็ดเงินใหม่เข้ามาได้เกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมีนาคม หลังจากที่เคยสูญเสียเงินทุนไปกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปลายปีที่แล้ว การฟื้นตัวของความต้องการในฝั่งกองทุนนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้ Bitcoin กลับเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหญ่ในไตรมาสที่สองได้อย่างมั่นคง
ที่มา: coindesk
สถานการณ์ตอนนี้ถือเป็นการพิสูจน์ความแข็งแกร่งของ Bitcoin ได้อย่างดีเยี่ยมครับ ในขณะที่สินทรัพย์อื่นร่วงระนาวจากข่าวสงคราม แต่พี่ใหญ่ของเรากลับยืนนิ่งแถมยังบวกสวนตลาดได้อีก การที่ความสัมพันธ์ของ Bitcoin ไปผูกกับทองคำแทนที่จะเป็นหุ้นเทคโนโลยี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บอกว่าสถาบันการเงินเริ่มมอง Bitcoin เป็นทองคำดิจิทัลอย่างแท้จริง ใครที่อดทนถือฝ่าช่วงผันผวนมาได้ ตอนนี้น่าจะได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์กันแล้วครับ

