bitkub-banner

แอปคริปโตปิดตัว 80 รายในปีนี้-หลังเม็ดเงินหลายพันล้านไหลเข้า Bitcoin ETF และ Stablecoin

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • โปรเจกต์คริปโตมากกว่า 80 แห่งต้องทยอยปิดตัวลงในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างตั้งแต่ผู้ให้บริการ Wallet ไปจนถึงแพลตฟอร์ม DeFi และ NFT Marketplace
  • นักวิเคราะห์ชี้ว่ายุคทองของการหาเงินง่ายในโลกคริปโตได้สิ้นสุดลงแล้วส่งผลให้โปรเจกต์ที่แบกรับต้นทุนสูงแต่ไม่มีรายได้จริงต้องเผชิญกับจุดจบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • กระแสเงินทุนไม่ได้หายไปไหนแต่กำลังไหลไปรวมกันในผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการกำกับดูแลอย่างถูกต้องเช่น Spot Bitcoin ETF และกลุ่ม Stablecoin รวมถึงภาคส่วน RWA ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

การล้มหายตายจากของโปรเจกต์ Crypto จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าเม็ดเงินกำลังไหลออกจากตลาด แต่มันคือการปรับฐานครั้งใหญ่เพื่อคัดกรองเฉพาะโปรเจกต์ที่มี Use case จริงและมีรายได้หล่อเลี้ยงตัวเอง ในระยะยาวโครงสร้างตลาดจะแข็งแกร่งขึ้นจากการที่มีสถาบันเข้ามาอุ้มผ่านผลิตภัณฑ์อย่าง ETF และ RWA ซึ่งจะส่งผลดีต่อเหรียญชั้นนำที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ แต่อาจเป็นฝันร้ายสำหรับ Altcoin ขนาดเล็กที่ไร้ปัจจัยพื้นฐาน

โปรเจกต์ Crypto มากกว่า 80 แห่งได้ทยอยประกาศปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ข้อมูลจาก RootData ซึ่งคอยติดตามโปรเจกต์ที่ล้มละลายหรือหยุดความเคลื่อนไหวระบุว่ามีโปรเจกต์ที่ต้องสังเวยให้กับสภาวะตลาดไปแล้วถึง 86 แห่งนับจนถึงวันที่ 20 มีนาคม การกวาดล้างรอบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ลุกลามไปทั่วทั้ง Ecosystem ไม่ว่าจะเป็น Digital wallets, NFT marketplaces, DeFi protocols ไปจนถึงแพลตฟอร์ม Analytics และ Messaging การล้มสลายที่ตอนแรกดูเหมือนจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญของบางโปรเจกต์ ตอนนี้ได้กลายเป็นการรีเซ็ตโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว

รายชื่อโปรเจกต์ที่ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน ล่าสุด Magic Eden ซึ่งเป็น NFT marketplace เบอร์ต้นๆ เพิ่งประกาศเตรียมปิดตัว Wallet ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ พร้อมเตือนให้ผู้ใช้งานรีบโอนย้ายสินทรัพย์ออกไป ในขณะที่ Nifty Gateway ภายใต้ร่มเงาของ Gemini ก็ปรับโหมดให้ถอนได้อย่างเดียวมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ส่วน Dmail ก็เตรียมยุติให้บริการช่วงกลางเดือนพฤษภาคมหลังจากยอมรับว่าโมเดลอีเมลแบบ Decentralized ของพวกเขามันไปต่อไม่ไหว ยิ่งไปกว่านั้น แพลตฟอร์ม DeFi ระดับตำนานอย่าง Balancer Labs ก็ประกาศยุติการดำเนินงานในส่วนของนิติบุคคล รวมถึง Tally ที่เป็นแพลตฟอร์มยอดฮิตของชาว DAO ก็ส่งสัญญาณเตรียมตัวปิดฉากเช่นกัน

โปรเจกต์ที่ล้มเหลวเหล่านี้ส่วนใหญ่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงที่ตลาดกำลังบ้าคลั่งตอนปี 2021-2022 หรือช่วงฟื้นตัวในยุค 2024-2025 ซึ่งเป็นยุคที่ User โตกระฉูด มีการใช้ Token เป็นตัวล่อใจ และแจกเงินทุนกันอย่างง่ายดายเพียงแค่วาดฝันเรื่อง Cross-chain แต่พอ Trading volume เริ่มหดตัวลงและคนหันไปกระจุกตัวอยู่กับแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ไม่กี่แห่ง ต้นทุนมหาศาลในการรันระบบก็กลายเป็นภาระที่พวกเขาแบกรับไม่ไหว

นักวิเคราะห์ DeFi ชื่อดังอย่าง Ignas ฟันธงเลยว่ายุคของการหาเงินง่ายๆ ในวงการ Crypto มันจบลงแล้ว เขามองว่าวัฏจักรการเก็งกำไรที่เริ่มมาตั้งแต่ยุคกระแส ICO ปี 2017 ลากยาวมาจนถึง DeFi summer, NFT, Airdrop, Points farming และ Memecoin ซึ่งกินเวลากว่า 8 ปีได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะทุกโมเดลการปั๊มเงินถูกนำมาใช้และแข่งขันกันจนถึงขีดสุดไปหมดแล้ว ตลาดในตอนนี้ต้องการความเชี่ยวชาญเชิงลึกและระบบเศรษฐศาสตร์ที่ยั่งยืนจากทั้งฝั่งนักพัฒนาและผู้ใช้งาน

แม้โปรเจกต์เล็กๆ จะพากันเจ๊ง แต่เม็ดเงินระดับพันล้านไม่ได้หนีหายไปจากอุตสาหกรรม มันแค่กำลังเปลี่ยนเป้าหมายไปยังที่ที่มีความมั่นคงกว่า สภาพคล่องรอบใหม่นี้กำลังพุ่งเป้าไปที่การบูรณาการเข้ากับ TradFi, การทำ Tokenization, โปรเจกต์ RWA และการทำ Compliance ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ข้อมูลจาก SoSoValue ชี้ว่า Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ เพิ่งกวาด Inflow ไปถึง $1.32 พันล้านในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการพลิกกลับมาเป็นบวกครั้งแรกของปี 2026 หลังจากโดนถอนเงินออกต่อเนื่องมา 4 เดือนเต็ม

ในฝั่งของ Stablecoin ตอนนี้ Market cap รวมก็พุ่งไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ $300 พันล้าน โดยมีสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Fidelity และ Western Union กระโดดลงมาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ส่วนข้อมูลจาก RWA.xyz ก็เผยว่ามูลค่ารวมของสินทรัพย์ RWA กระจายศูนย์ตอนนี้ทะลุ $26 พันล้านไปแล้ว พร้อมกับการแห่เข้ามาของขาใหญ่อย่าง BNP Paribas และ BlackRock

การอพยพของเม็ดเงินเหล่านี้กำลังเป็นตัวกำหนดว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป Spot Bitcoin ETF สามารถดูดซับความต้องการของทั้งรายย่อยและสถาบันให้เข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุนที่ปลอดภัย Stablecoin กลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชำระเงิน ในขณะที่โปรเจกต์แอปพลิเคชันทั่วไปที่หวังพึ่งกระแส NFT ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาเหตุผลมาจูงใจให้นักลงทุนยอมควักกระเป๋า วงการ Crypto กำลังเข้าสู่ยุคของการกระจุกตัว ธุรกิจสตาร์ทอัปไม่สามารถพึ่งพาแค่กระแสในโลกโซเชียลได้อีกต่อไป แต่ต้องมี User ที่ใช้งานประจำ มีรายได้ค่าธรรมเนียมที่มั่นคง และต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Infrastructure ที่สถาบันพร้อมจะใช้งานจริง ดังที่ Ignas ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “สิ่งที่จะเหลือรอดอยู่ได้ในตอนนี้ ต้องอาศัย Real infra, Real users และ Real revenue เท่านั้น”

ที่มา: cryptoslate


มุมมองส่วนตัวผมมองว่าช่วงเวลานี้คือการผลัดใบของวงการ Crypto อย่างแท้จริงครับ ยุคที่เราทำโปรเจกต์ขึ้นมาลอยๆ แจก Token กาวๆ แล้วหวังให้คนมาปั่นราคามันจบลงไปแล้ว ตลาดกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินจากสถาบัน (Smart money) ซึ่งเค้าฉลาดพอที่จะเลือกลงทุนเฉพาะในโปรเจกต์ที่มี Use case ชัดเจน มีรายได้เข้าบริษัทจริงๆ อย่างพวก RWA หรือแพลตฟอร์มที่ไปจับมือกับ TradFi ได้ ใครที่ถือ Altcoin ตัวเล็กๆ ที่ไม่มี Product ออกมาใช้งานจริง ช่วงนี้อาจจะต้องระมัดระวังและพิจารณาปรับพอร์ตไปหาเหรียญที่มีปัจจัยพื้นฐานแน่นๆ แทนครับ ถือว่าเป็นการทำความสะอาดตลาดครั้งใหญ่เพื่อให้ Ecosystem เติบโตไปได้อย่างยั่งยืนในอนาคตครับ