bitkub-banner

Chainalysis คาดวอลุ่ม Stablecoin จะพุ่งแตะ 1 พันล้านล้าน ภายในปี 2035

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ปริมาณธุรกรรม Stablecoin อาจพุ่งสูงถึง 1.5 พันล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 ทัดเทียมกับยักษ์ใหญ่อย่าง Visa และ Mastercard
  • 2 ปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือ การส่งต่อความมั่งคั่งมูลค่า 100 ล้านล้านดอลลาร์สู่คนรุ่นใหม่ และการฝังระบบชำระเงินคริปโตเข้ากับร้านค้าแบบไร้รอยต่อ
  • สถาบันการเงินระดับโลกซื้อกิจการบริษัทคริปโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รายงานทำเนียบขาวชี้ว่า Stablecoin ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อเงินฝากของธนาคารอย่างที่เคยกังวลกัน

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

รายงานจาก Chainalysis ชี้ชัดว่า Stablecoin กำลังเปลี่ยนจากการเป็นแค่แหล่งพักเงิน ไปสู่กระดูกสันหลังของการชำระเงินโลก โดยคาดการณ์ว่า ยอดทำธุรกรรมอาจพุ่งแตะ 1.5 พันล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2035 ทาบรัศมียักษ์ใหญ่อย่าง Visa และ Mastercard เทรนด์นี้ถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินมหาศาลที่กำลังส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ ผนวกกับการนำ AI มาฝังในระบบจ่ายเงินหลังบ้านอย่างแนบเนียนจนผู้ใช้แทบไม่รู้ตัว 

รายงานล่าสุดจาก Chainalysis แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนชื่อดัง เปิดเผยแนวโน้มสำคัญที่ชี้ว่า Stablecoin กำลังยกระดับจากการเป็นเพียงสถานที่พักเงินชั่วคราวในตลาดคริปโต สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของการชำระเงินระดับโลก  

Chainalysis คาดการณ์ว่า ปริมาณธุรกรรมที่แท้จริงอาจพุ่งสูงถึง 1.5 พันล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2035 ซึ่งเป็นตัวเลขระดับมหาศาลที่พร้อมสั่นคลอนบัลลังก์เจ้าตลาดเดิมอย่าง Visa และ Mastercard 

ที่มา: Chainalysis

เจาะ 2 ปัจจัยมหภาคพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก

การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ Stablecoin จะถูกขับเคลื่อนด้วยกการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคถึงสองด้าน 

ที่มา: Chainalysis

ปัจจัยแรกคือ การส่งมอบความมั่งคั่งครั้งประวัติศาสตร์ หรือ The Great Wealth Transferมูลค่ากว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะถูกถ่ายโอนสู่คนกลุ่ม Millennials และ Gen Z ในช่วงปี 2028-2048 ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่พร้อมเปิดรับการทำธุรกรรมด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ 

ปัจจัยต่อมาคือ การนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริงโดย Stablecoin จะถูกฝังรากลึกเข้าไปในระบบชำระเงินหลังบ้านในภาคธุรกิจ ผสานกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาทำให้การประมวลผลธุรกรรมอัตโนมัติมีความรวดเร็ว ต้นทุนต่ำ และราบรื่นจนผู้บริโภคแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่างจากการจ่ายเงินปกติ

เอกชนยักษ์ใหญ่ขยับ ภาครัฐคลายกังวล

สัญญาณการเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดเจนจากการขยับตัวของสถาบันการเงินดั้งเดิม โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินต่างไม่ยอมตกขบวน ไม่ว่าจะเป็น Stripe ที่ทุ่มเงินซื้อกิจการ Bridge หรือ Mastercard ที่เข้าซื้อกิจการบริษัทคริปโตอย่าง BVNK ซึ่งตอกย้ำว่า Stablecoin คือส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานหลักไปแล้ว 

ธนาคารชั้นนำอย่าง Standard Chartered ประเมินเอาไว้ว่า เทรนด์การเติบโตดังกล่าวจะช่วยหนุนความต้องการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในฐานะสินทรัพย์ค้ำประกันให้พุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ดี ความกังวลที่ว่าคริปโตเคอร์เรนซีจะเข้ามาทำลายเสถียรภาพของระบบธนาคารดั้งเดิมก็เริ่มบรรเทาลง รายงานการศึกษาจากทำเนียบขาวสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า แทบไม่มีหลักฐานใดที่บ่งบอกว่า Stablecoin จะทำให้เกิดภาวะเงินไหลออก จากระบบธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิม 

ซึ่งมุมมองดังกล่าว สอดคล้องกับทีมที่ปรึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัลของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประเมินว่า หากรัฐบาลสามารถจัดการโครงสร้างทุนสำรองได้อย่างรัดกุม Stablecoin จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูดเม็ดเงินฝากให้ไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารสหรัฐฯ เสียด้วยซ้ำ

ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้คือ จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่ตอกย้ำว่า การแข่งขันในระบบการชำระเงินบนเครือข่ายบล็อกเชนกำลังทวีความดุเดือดและเข้าสู่กระแสหลักอย่างเต็มตัว สถาบันการเงินใดที่ยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิมและปรับตัวไม่ทันเทคโนโลยี ย่อมต้องเผชิญกับคลื่นแห่งการถูกดิสรัปต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตอันใกล้นี้


มุมมองผู้เขียน: รายงานฉบับนี้ ถือเป็นปัจจัยบวกอย่างชัดเจนต่อภาพรวมของตลาดคริปโตในระยะยาว โดยเฉพาะกับผู้ให้บริการ Stablecoin ชั้นนำอย่าง Tether และ Circle รวมไปถึงเครือข่าย Layer-1 อย่าง Ethereum ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Stablecoin

  • ที่มาข่าว:theblock
  • ที่มาภาพ:sygnum