สรุปข่าว
- นักวิจัยอิสระ Giancarlo Lelli ประสบความสำเร็จในการเจาะรหัสกุญแจเข้ารหัสแบบเส้นโค้งวงรีขนาด 15 บิตบนฮาร์ดแวร์ควอนตัมสาธารณะและคว้ารางวัล 1 Bitcoin จากโครงการ Project Eleven ไปครอง
- แม้การเจาะรหัส 15 บิตจะยังห่างไกลจากการเจาะระบบความปลอดภัย 256 บิตของเครือข่ายบล็อกเชนหลัก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่รวดเร็วของเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่อาจเป็นภัยคุกคามในอนาคต
- ความก้าวหน้าในครั้งนี้ทำให้เกิดความกังวลต่อเหรียญจำนวน 6.9 ล้าน BTC ที่มีการเปิดเผยกุญแจสาธารณะไว้แล้วและกระตุ้นให้เครือข่ายคริปโตชั้นนำต้องเร่งพัฒนาแผนการรับมือเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคความปลอดภัยหลังควอนตัม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ความก้าวหน้าของการโจมตีด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่รวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนเกี่ยวกับความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัลโดยเฉพาะกระเป๋าเงินยุคแรกเริ่มที่มีการเปิดเผยกุญแจสาธารณะซึ่งอาจนำไปสู่ความตื่นตระหนกและแรงเทขายในระยะสั้น
การโจมตีเครือข่ายบล็อกเชนด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่หลายคนเคยมองว่าเป็นเพียงเรื่องของอนาคตอันไกลโพ้นกำลังขยับเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ
บริษัทสตาร์ตอัปด้านความปลอดภัยควอนตัม Project Eleven ประกาศมอบรางวัล Q-Day Prize จำนวน 1 BTC ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 78,000 ดอลลาร์ให้กับนักวิจัยอิสระ Giancarlo Lelli หลังจากที่เขาสามารถเจาะกุญแจแบบเส้นโค้งวงรีขนาด 15 บิตบนฮาร์ดแวร์ควอนตัมที่เข้าถึงได้แบบสาธารณะ โดยสามารถคำนวณย้อนกลับเพื่อค้นหากุญแจส่วนตัวจากกุญแจสาธารณะได้สำเร็จ ความสำเร็จในครั้งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นการสาธิตแบบสาธารณะครั้งใหญ่ที่สุดของการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อ Bitcoin, Ethereum และบล็อกเชนส่วนใหญ่ในสักวันหนึ่ง
การเข้ารหัสแบบเส้นโค้งวงรีคือสมการคณิตศาสตร์ที่เป็นหัวใจสำคัญของกระเป๋าเงินคริปโต ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเองมีสิทธิ์ควบคุมเงินในกระเป๋าโดยไม่ต้องเปิดเผยกุญแจส่วนตัวออกมา ในทางทฤษฎีแล้วการเปิดเผยกุญแจสาธารณะให้ทุกคนเห็นเป็นเรื่องที่ปลอดภัยเพราะการคำนวณย้อนกลับไปหากุญแจส่วนตัวนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่การมาถึงของคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่รันอัลกอริทึมของ Shor กำลังท้าทายหลักตรรกะความปลอดภัยดังกล่าว
ผลลัพธ์ของ Lelli ไม่ได้หมายความว่า Bitcoin กำลังจะถูกแฮ็กในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากระบบความปลอดภัยของ Bitcoin ใช้การเข้ารหัสระดับ 256 บิต ในขณะที่กุญแจ 15 บิตที่ถูกเจาะได้นั้นมีพื้นที่การค้นหาความน่าจะเป็นเพียง 32,767 รูปแบบซึ่งเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกัน การตั้งรางวัลนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อใช้วัดว่าการโจมตีด้วยควอนตัมต่อระบบการเข้ารหัสที่มีการใช้งานจริงกำลังก้าวล้ำออกมาจากหน้ากระดาษทฤษฎีสู่การทดลองบนฮาร์ดแวร์จริงได้รวดเร็วเพียงใด
สถิติการเจาะรหัสสาธารณะก่อนหน้านี้ทำไว้ที่ระดับ 6 บิตโดย Steve Tippeconnic ในเดือนกันยายน 2025 ด้วยการใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาด 133 คิวบิตของ IBM ซึ่งผลงาน 15 บิตของ Lelli ได้ขยายขีดความสามารถการทำลายล้างขึ้นถึง 512 เท่าภายในระยะเวลาเพียงเจ็ดเดือนเท่านั้น
ในขณะเดียวกันการประเมินการใช้ทรัพยากรทางทฤษฎีเพื่อการเจาะระบบก็ลดลงอย่างน่าตกใจ งานวิจัยของ Google เมื่อเดือนที่แล้วระบุว่าต้นทุนและทรัพยากรในการโจมตีแบบ 256 บิตเต็มรูปแบบอาจใช้คิวบิตทางกายภาพต่ำกว่า 500,000 คิวบิต ซึ่งลดลงอย่างมากจากการประเมินครั้งก่อนที่มองว่าต้องใช้คอมพิวเตอร์ระดับหลายล้านคิวบิต
Alex Pruden ซีอีโอของ Project Eleven ให้ความเห็นว่าความต้องการทรัพยากรสำหรับการโจมตีประเภทนี้กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง และอุปสรรคในการนำไปใช้งานจริงก็กำลังลดลงตามไปด้วย พร้อมเน้นย้ำว่าสิ่งที่น่ากลัวคือผู้ชนะรางวัลเป็นเพียงนักวิจัยอิสระที่ใช้ฮาร์ดแวร์บนระบบคลาวด์ ไม่ใช่หน่วยงานระดับชาติหรือองค์กรที่มีชิปควอนตัมส่วนตัว
ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดพุ่งเป้าไปที่กระเป๋าเงินยุคแรกๆ ที่เคยทำธุรกรรมและเปิดเผยกุญแจสาธารณะเอาไว้บนเครือข่ายแล้ว Project Eleven ประเมินว่ามีเหรียญประมาณ 6.9 ล้าน BTC ที่ติดอยู่ในที่อยู่กระเป๋าเงินลักษณะดังกล่าว ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสามของอุปทานทั้งหมด โดยนับรวมถึงเหรียญ 1 ล้าน BTC ของ Satoshi Nakamoto ที่หลับใหลมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกด้วย หากมีคอมพิวเตอร์ควอนตัมเครื่องใดที่สามารถทำลายรหัส 256 บิตได้สำเร็จ กระเป๋าเงินเหล่านี้จะกลายเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกสูบเงินออกไปได้อย่างง่ายดาย
เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว บรรดานักพัฒนา Bitcoin ได้เสนอเส้นทางการโยกย้ายเพื่ออัปเกรดระบบ รวมถึงข้อเสนอ BIP-360 ที่จะเพิ่มรูปแบบที่อยู่กระเป๋าเงินที่ทนทานต่อควอนตัม ในขณะที่โครงการใหญ่อื่นๆ เช่น Ethereum, Tron, StarkWare และ Ripple ก็ได้เผยแพร่แผนการเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคความปลอดภัยหลังควอนตัมแล้วเช่นกัน
แม้การเจาะระบบ 15 บิตจะยังห่างไกลจากเป้าหมาย 256 บิต แต่นี่คือสัญญาณเตือนภัยครั้งล่าสุดที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนและกระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในกลุ่มนักพัฒนาและชุมชนคริปโตทั่วโลก
ที่มา: X
มุมมองส่วนตัวผมมองว่าข่าวนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ดังและชัดเจนที่สุดในรอบหลายปีสำหรับวงการคริปโตครับ แม้ว่าเราจะยังไม่ถึงจุดวิกฤตที่เครือข่ายจะโดนแฮ็กในเร็วๆ นี้ แต่ความเร็วในการพัฒนาของคอมพิวเตอร์ควอนตัมนั้นเติบโตแบบก้าวกระโดดมาก การที่นักวิจัยอิสระสามารถทำลายรหัสได้บนระบบคลาวด์สาธารณะแปลว่าเครื่องมือเหล่านี้เข้าถึงง่ายกว่าที่เราคิดไว้เยอะครับ สิ่งที่น่าจับตาที่สุดคือการอัปเกรดเครือข่ายเพื่อรับมือกับปัญหานี้ หากการอัปเกรดความปลอดภัยล่าช้าและเกิดความวิตกกังวลว่ากระเป๋าของ Satoshi หรือกระเป๋ายุคเก่าอาจโดนเจาะได้ ตลาดอาจจะเผชิญกับคลื่นแห่งความตื่นตระหนกและแรงเทขายครั้งใหญ่ได้ครับ แต่ในแง่บวก นี่คือแรงกระตุ้นชั้นดีที่จะผลักดันให้เทคโนโลยีบล็อกเชนวิวัฒนาการไปสู่อีกระดับเพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืนครับ
