สรุปข่าว
- Aave Labs ยื่นข้อเสนอต่อ Arbitrum DAO เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ขอให้ปลดอายัด ETH จำนวน 30,765.67 เหรียญ (ประมาณ 7.35 หมื่นล้านบาท) ที่ยึดมาจากกระเป๋าเงินของแฮกเกอร์ Kelp DAO แล้วโอนเข้ากองทุน DeFi United
- กองทุน DeFi United ระดมทุนได้แล้วกว่า 21 ล้านดอลลาร์ โดยมีเงินสมทบที่อยู่ในระหว่างรอการลงมติอีกกว่า 215 ล้านดอลลาร์จาก Arbitrum, Mantle, Ether.Fi และ Lido
- กระบวนการกำกับดูแลของ Arbitrum ต้องใช้เวลาประมาณ 49 วัน ซึ่งรวมการหารือในฟอรั่ม การทำ Snapshot และการลงมติบนเชน ก่อนที่จะสามารถปลดอายัด ETH ได้จริง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่โปรโตคอล DeFi หลายรายร่วมกันจัดตั้งกองทุนชดเชยและใช้กลไกกำกับดูแลอย่างเป็นระบบสะท้อนให้เห็นว่าระบบนิเวศ DeFi มีความสามารถฟื้นตัวจากวิกฤต ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นในตลาด อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคา ETH โดยตรงยังมีจำกัด เนื่องจาก ETH เหล่านี้จะถูกนำไปชดเชยความเสียหาย ไม่ใช่กลับเข้าตลาด
เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2569 ตามรายงานจาก Cointelegraph Aave Labs ได้ยื่นข้อเสนอต่อ Arbitrum DAO อย่างเป็นทางการ โดยขอให้ปลดอายัด ETH จำนวน 30,765.67 เหรียญ ซึ่งมูลค่าอยู่ที่ราว 7.35 หมื่นล้านบาท (ประมาณ 73.5 ล้านดอลลาร์) จากกระเป๋าเงินที่เชื่อมโยงกับแฮกเกอร์ Kelp DAO และขอให้โอนเงินดังกล่าวเข้ากองทุนบรรเทาความเสียหาย “DeFi United” ข้อเสนอนี้ถูกส่งเข้าสู่ฟอรั่มกำกับดูแลของ Arbitrum เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Aave Labs, KelpDAO, LayerZero, EtherFi และ Compound ปัจจุบันกองทุน DeFi United ได้รับเงินสมทบแล้วกว่า 21 ล้านดอลลาร์ โดยมีคำมั่นสัญญาเพิ่มเติมอีกกว่า 215 ล้านดอลลาร์ที่ยังต้องรอผลการลงมติกำกับดูแลของแต่ละโปรโตคอล
เส้นทางจาก Kelp DAO ถึง DeFi United
เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2569 เมื่อโปรโตคอล Kelp DAO ถูกโจมตีจนมีการเสกโทเคน rsETH ที่ไม่มีสินทรัพย์หนุนหลังถึง 116,500 เหรียญ สร้างความเสียหายกว่า 292 ล้านดอลลาร์ โดยแฮกเกอร์ใช้ช่องโหว่ในการตั้งค่า 1-of-1 verifier บนบริดจ์ LayerZero ของ Kelp DAO จากนั้นนำ rsETH ที่ได้มาไปวางเป็นหลักประกันบนตลาดสินเชื่อ Aave V3 บนเครือข่าย Ethereum และ Arbitrum เพื่อกู้ยืม WETH และ wstETH ทำให้ Aave เกิดหนี้เสียจำนวนมาก ต่อมา Arbitrum Security Council ได้อายัด ETH จำนวน 30,765.67 เหรียญที่เกี่ยวข้องกับแฮกเกอร์บน Arbitrum One ไว้เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ก่อนที่ Aave จะประกาศเปิดตัวโครงการ DeFi United เมื่อวันที่ 23 เม.ย. เพื่อฟื้นฟูมูลค่าหนุนหลังของ rsETH และชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Kelp DAO ถูกแฮกสูญ $292 ล้าน กระทบ Aave เสี่ยงหนี้เสีย $177 ล้าน และ Arbitrum สั่งอายัด Ethereum มูลค่า $71 ล้าน หลังพบโยงเหตุการแฮ็ก Kelp Protocol รวมถึงรายงานความคืบหน้าการระดมทุนว่า Aave ระดมทุน $161 ล้าน คืบหน้า 80% ปิดหนี้เสียจากเหตุแฮก Kelp DAO
กระบวนการกำกับดูแลและเงินที่รอการอนุมัติ
ข้อเสนอที่ Aave Labs ยื่นต่อ Arbitrum DAO เป็นในรูปแบบ Constitutional AIP (Arbitrum Improvement Proposal) ซึ่งหากผ่านการลงมติ ETH จำนวน 30,765.67 เหรียญจะถูกโอนไปยัง Gnosis Safe แบบ 2-of-3 ที่ควบคุมร่วมกันโดย Aave, KelpDAO และ Certora ก่อนนำไปชดเชยความเสียหายและฟื้นฟูมูลค่าหนุนหลัง rsETH กระบวนการทั้งหมดคาดว่าใช้เวลาประมาณ 49 วัน ครอบคลุมการหารือในฟอรั่ม การทำ Snapshot temperature check และการลงมติบนเชน
สำหรับกองทุน DeFi United โดยรวมแล้ว ณ วันที่ 25 เม.ย. มีเงินสมทบและคำมั่นสัญญารวมกันประมาณ 69,534 ETH หรือราว 161 ล้านดอลลาร์ โดยมาจากหลายโปรโตคอลชั้นนำ ได้แก่ Aave, Lido, EtherFi, Ethena, Mantle, Ink Foundation และ BGD Labs รวมถึงเงินส่วนตัวจากผู้บริหาร Aave ด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอสำคัญจาก Mantle ที่เสนอให้ยืม ETH สูงสุด 30,000 เหรียญเป็นวงเงินเครดิตระยะเวลา 3 ปีแก่ Aave DAO ส่วน Aave DAO เองมีการลงมติรอผลเพื่อนำ ETH 25,000 เหรียญจากคลังมาสมทบด้วย นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ DeFi ที่มีการรวมพลังข้ามโปรโตคอลในลักษณะนี้เพื่อแก้ไขวิกฤตร่วมกัน
ความสำคัญต่อระบบนิเวศ DeFi
นอกจากตัวเลขทางการเงิน สิ่งที่น่าจับตาคือการที่ Arbitrum Security Council สามารถอายัดเงินของแฮกเกอร์ได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วันหลังเหตุการณ์ และตอนนี้กระบวนการกำกับดูแลของชุมชนกำลังถูกนำมาใช้เพื่อตัดสินชะตาของเงินเหล่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Layer 2 อย่าง Arbitrum มีกลไกตอบสนองต่อวิกฤตได้จริง สำหรับผู้ถือ rsETH ที่ได้รับผลกระทบ การฟื้นฟูมูลค่าหนุนหลังยังต้องรอผลการลงมติอีกหลายรายการ แต่ทิศทางโดยรวมดูเป็นบวกมากขึ้น โดยเฉพาะหากข้อเสนอ 30K ETH ผ่านการอนุมัติ ก็จะเป็นแหล่งทุนก้อนสำคัญที่เติมเต็มช่องว่างได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมีรายงานที่ระบุว่าการโจมตี Kelp DAO ครั้งนี้เชื่อมโยงกับกลุ่ม Lazarus Group ของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ที่รู้จักกันดีในวงการ Web3
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้น่าสนใจมากในเชิงโครงสร้าง เพราะนี่คือครั้งแรกที่เห็นโปรโตคอล DeFi หลายรายรวมตัวกันแบบจริงจังเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่แค่ต่างคนต่างหนี ถ้า DeFi United ทำสำเร็จและ rsETH ฟื้นมูลค่าได้จริง มันจะเป็นบทเรียนสำคัญว่าระบบนิเวศ DeFi มีความสามารถ self-heal ได้จริง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือกระบวนการกำกับดูแล 49 วันของ Arbitrum จะผ่านโดยไม่มีปัญหาไหม และการลงมติของแต่ละโปรโตคอลอย่าง Lido, Mantle หรือ Aave DAO เองจะออกมาสนับสนุนกองทุนหรือไม่ ถ้าทุกอย่างเดินหน้าได้ตามแผน ความเชื่อมั่นใน DeFi น่าจะกลับมาได้เร็วพอสมควร
ที่มา: Cointelegraph
ภาพจาก AI
