bitkub-banner

ทำไมนักลงทุนถึงเลือกใช้ Stablecoin จนดันยอดการใช้งาน USDT พุ่งแตะ 35% ในปี 2026

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สัดส่วนการใช้งาน USDT ในตลาดพุ่งสูงถึง 35.1% ในช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2026 ซึ่งเติบโตมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2021 ที่เคยอยู่ที่ระดับ 29.0% อย่างเห็นได้ชัด
  • ปัจจัยขับเคลื่อนหลักไม่ได้มาจากความกลัวความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากการที่ระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนในโลกธุรกิจจริงหันมาใช้งาน Stablecoin เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้มีจำนวนบัญชีที่เคลื่อนไหวต่อวันสูงถึง 400,000 ถึง 700,000 บัญชีมาตั้งแต่ปี 2025
  • บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินของโลกหลายแห่งร่วมมือกันรวมระบบของ Stablecoin เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานเดิมเพื่อลดต้นทุนการชำระดุลส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมขยายตัวจนเกือบแตะระดับ 3.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

เนื่องจากเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ Stablecoin สะท้อนถึงการเติบโตของภาคการใช้งานจริงในระบบเศรษฐกิจและการชำระเงินระดับองค์กรทว่ายังไม่มีการหมุนเวียนเม็ดเงินเหล่านั้นกลับเข้ามาเก็งกำไรในสินทรัพย์หลักอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ในเวลานี้

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในแง่ของพฤติกรรมผู้ใช้งาน โดยนักลงทุนเริ่มเปลี่ยนความนิยมจากสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงไปสู่สินทรัพย์ที่มีความมั่นคงแทน ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดเจนจากความต้องการใช้งาน USDT ที่ก้าวขึ้นมาเป็นสกุลเงินหลักที่ครอบงำภาคการซื้อขายในตลาด โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าสัดส่วนการใช้งานได้ทำสถิติใหม่ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 35.1% ซึ่งสูงกว่าสถิติเดิมในอดีตอย่างมาก

สิ่งที่น่าสนใจคือการเติบโตของ Stablecoin ในรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญญาณของการพักเงินเพื่อหลบภัยความเสี่ยงเหมือนในวัฏจักรก่อนๆ แต่กำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริงบนเครือข่ายบล็อกเชน โดยเฉพาะในฝั่งขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่หันมาพึ่งพาผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทนี้เพื่อใช้ในการบริหารจัดการเงินทุนและชำระดุลธุรกรรมระหว่างประเทศ

ความร่วมมือของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายการชำระเงินระดับโลกไม่ว่าจะเป็น Visa หรือ Mastercard รวมถึง PayPal และ Stripe ที่พร้อมใจกันเชื่อมต่อ Stablecoin เข้ากับระบบเครือข่ายของตนเอง ถือเป็นแรงเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดการยอมรับในวงกว้าง มูลค่าตลาดรวมของสินทรัพย์กลุ่มนี้ที่เติบโตจนเกือบถึง 3.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นข้อพิสูจน์ว่าผู้ใช้งานในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ได้ขยายขอบเขตไปสู่ภาคธุรกิจกระแสหลักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าปริมาณธุรกรรมและเม็ดเงินในระบบ Stablecoin จะขยายตัวอย่างมหาศาล แต่นักลงทุนสถาบันและกลุ่มองค์กรต่างๆ ก็ยังไม่ได้เริ่มโยกย้ายเงินทุนเหล่านี้เข้าไปเก็งกำไรในสินทรัพย์หลักอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายหลักในการเข้ามาในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลของกลุ่มทุนใหญ่ในปัจจุบันคือการแสวงหาผลลัพธ์การทำธุรกรรมที่มีประสิทธิภาพและประหยัดต้นทุน มากกว่าการวิ่งไล่ตามผลตอบแทนระยะสั้นที่เกิดจากการคาดเดาราคาตลาด

ที่มา: ambcrypto


มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการที่สัดส่วนการใช้งาน USDT พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ควบคู่ไปกับการเติบโตของมูลค่าตลาด Stablecoin เป็นสัญญาณที่ดีที่ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังหยั่งรากลึกลงไปในระบบการเงินโลกผ่านการใช้งานจริงที่มีประโยชน์จับต้องได้ การที่บริษัทการเงินชั้นนำของโลกเลือกใช้ประโยชน์จากความรวดเร็วและต้นทุนที่ต่ำของ Stablecoin จะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว

แม้ว่าในระยะสั้นพฤติกรรมนี้อาจจะทำให้ตลาดสินทรัพย์เก็งกำไรดูเงียบเหงาเนื่องจากเงินทุนเลือกที่จะหยุดพักอยู่ในสินทรัพย์มั่นคง แต่การยอมรับในระดับองค์กรเช่นนี้จะเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่จะดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่โลกสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างยั่งยืนเมื่อความเชื่อมั่นในภาพรวมตลาดฟื้นตัวกลับมา