bitkub-banner

Strategy ยกเครื่องตัวชี้วัด Bitcoin ใหม่ นักลงทุนต้องรู้อะไรบ้าง?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Strategy ปรับปรุงดัชนีทางการเงินใหม่เพื่อแยกยอด Bitcoin สำรองสุทธิ สำหรับผู้ถือหุ้นสามัญที่เหลือ $3.6 หมื่นล้าน จากยอดรวม $5.8 หมื่นล้าน เนื่องจากภาระหนี้
  • ตัวเลขใหม่แสดงค่า Amplification ที่ 1.53 เท่า สะท้อนว่า MSTR ผันผวนแรงกว่า BTC พร้อมปรับ mNAV เหลือ 1.00 เท่า ชี้ให้เห็นว่าค่าพรีเมียมได้สูญหายไปแล้ว
  • Michael Saylor ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการสร้าง “ภาษาทางการเงินใหม่” สำหรับตลาดทุน Bitcoin โดยบริษัทยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าซื้อ Bitcoin เข้าคลังเพิ่มต่อไป

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

Strategy ประกาศยกเครื่องดัชนีชี้วัดทางการเงินใหม่ทั้งหมด เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้ผู้ถือหุ้นเห็นปริมาณ Bitcoin ที่เป็นสิทธิ์ของตนเองจริงๆ หลังหักภาระหนี้สิน โดยจาก Bitcoin ทั้งหมด $5.8 หมื่นล้าน จะเหลือเป็นเงินสำรองสุทธิ ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญราว $3.6 หมื่นล้านเท่านั้น แต่ Michael Saylor ยังคงยืนยันว่าบริษัทยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์เดินหน้าสะสม Bitcoin ต่อไปเช่นเดิม  

บริษัท Strategy  ล่าสุดได้มีการประกาศยกเครื่อง MSTR เมตริกใหม่ภายในรายงาน โดยมีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงและเปิดตัวเมตริกใหม่สำหรับการวัดมูลค่า Bitcoin, Digital Credit และ Digital Equity ให้แม่นยำขึ้น และทำให้ผู้ถือหุ้นสามัญมองเห็นภาพที่เป็นธรรมและตรงตามความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น 

เมตริกใหม่นี้จะเป็นการแสดงให้เห็นชัดเจนว่า จะเหลือปริมาณ Bitcoin ที่เป็นสิทธิของพวกตนจริงๆ เท่าใด หลังจากที่ทำการชำระคืนให้แก่ผู้มีสิทธิกลุ่มอื่นทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

เมตริกใหม่บอกอะไรบ้าง?

ปัจจุบัน Strategy มีการถือครอง 843,775 BTC นับเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีการถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก โดย Bitcoin ทั้งหมดที่พวกเขาถือจะมีมูลค่ารวมกันประมาณ $5.8 หมื่นล้าน ตามที่มีการรายงาน ทว่า ไม่ใช่สินทรัพย์ทั้งหมดจะเป็นของผู้ถือหุ้น

สำหรับสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่าบรรดาเจ้าหนี้ที่ปล่อยกู้และนักลงทุนหุ้นอภิสิทธิ์จะมีสิทธิได้รับชำระเงินก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งประกอบไปด้วยมูลค่าหนี้สินที่ต้องคืนรวมประมาณ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเงินในส่วนนี้จะถูกใช้เพื่อนำมาซื้อ Bitcoin เข้าคลังเพิ่ม

เมื่อหักจำนวนดังกล่าวออกไปแล้ว จะเหลือบิตคอยน์มูลค่าราว 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สำหรับผู้ถือหุ้นสามัญ โดย Strategy เรียกยอดเงินส่วนนี้ในปัจจุบันว่า “เงินสำรองสุทธิ”

สิ่งที่นักลงทุนต้องทราบ

การเปลี่ยนมาใช้ตัวเลขชุดใหม่นี้ นอกจากจะเพิ่มความชัดเจนแล้วยังมีข้อควรระวังสำคัญแฝงอยู่เช่นกัน เนื่องจากภาระในการจ่ายดอกเบี้ยและเงินปันผลเพื่อดูแลหนี้สินกับหุ้นอภิสิทธิ์ดังกล่าวของบริษัท สูงถึงประมาณ 1,800 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่ง Strategy ต้องจ่ายออกไปเรื่อยๆ โดยบริษัทถึงขั้นต้องจัดตั้งคลังเงินสำรองเงินสดขึ้นมาเป็นพิเศษตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อนำมาใช้จ่ายโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ตัวเลขดัชนีชี้วัดแบบใหม่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ผ่านตัวเลขสถิติที่เรียกว่า ค่ากำลังทวี หรือ Amplification ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.53 เท่า 

ตัวเลขนี้อธิบายอย่างง่าย ก็คือ หากราคา Bitcoin ปรับตัวสูงขึ้น ผู้ถือหุ้นก็จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่พุ่งสูงขึ้นกว่าปกติ แต่ในทางกลับกัน หากราคาดิ่งลง ผู้ถือหุ้นก็จะต้องแบกรับผลขาดทุนที่หนักหน่วงกว่าปกติด้วยเช่นกัน ซึ่งพฤติกรรมของราคาหุ้น MSTR ในตลาดก็เป็นหลักฐานยืนยันความจริงข้อนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หุ้น MSTR ปรับตัวลดลงไปกว่า 77% ซึ่งเป็นการร่วงลงที่รุนแรงกว่าราคา Bitcoin ที่ลดลงไปเพียง 45% อย่างเห็นได้ชัด

ขณะเดียวกัน Strategy ได้ทำการปรับปรุงดัชนีชี้วัดมูลค่าหลักของบริษัทใหม่ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ mNAV โดยดัชนีตัวนี้จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างราคาหุ้นกับมูลค่า Bitcoin สุทธิที่เหลือไว้ให้แก่ผู้ถือหุ้นจริงๆ ซึ่งปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.00 เท่าพอดี แปลว่าส่วนต่างมูลค่าส่วนเพิ่ม หรือ ค่าพรีเมียม ที่นักลงทุนเคยยอมจ่ายแพงกว่ามูลค่าสินทรัพย์จริงในอดีตนั้น ได้สูญหายไปทั้งหมดแล้ว

Strategy ยอมรับว่า ตัวเลขเก่ามีการบดบังข้อมูลในส่วนนี้ เนื่องจากไม่ได้นำกลุ่มนักลงทุนที่มีสิทธิได้รับชำระเงินก่อนเข้ามาคำนวณร่วมด้วย ส่งผลให้ Bitcoin ที่เข้าซื้อด้วยเงินกู้ยืมนั้น แท้จริงแล้วอาจไม่มีวันตกมาถึงมือของผู้ถือหุ้นสามัญเลยก็เป็นได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้ทำให้บรรดานักวิจารณ์ต่างออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับโมเดลการคำนวณ mNAV มานานหลายเดือน

ด้าน Michael Saylor ผู้เป็นบริษัทกล่าวชัดเจนว่า ตลาดทุน Bitcoin จำเป็นต้องมีภาษาทางการเงินแบบใหม่ แต่ถึงกระนั้นทางบริษัทก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแผนกลยุทธ์ใดๆ และจะยังคงเดินหน้าเข้าซื้อ Bitcoin อย่างต่อเนื่อง 

โดยสรุปแล้ว Strategy ก็ยังคงมีภาระผูกพันที่จะต้องชำระหนี้คืนแก่บรรดาเจ้าหนี้เป็นอันดับแรกตามเดิม ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ตอนนี้ผู้ถือหุ้นสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่า มี Bitcoin จำนวนเท่าใดกันแน่ที่เป็นของพวกเขาจริงๆ

ที่มา: Beincrypto


มุมมองผู้เขียน : การปรับปรุงโครงสร้างใหม่นี้แม้จะลดความน่าดึงดูดในสายตานักเก็งกำไรลง แต่ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นการสร้างมาตรฐานความโปร่งใสเพื่อรองรับการประเมินความเสี่ยงของนักลงทุนสถาบันในระยะยาว