สรุปข่าว
- ตลาดคริปโตเผชิญแรงกดดันระลอกใหญ่จากความล่าช้าด้านกฎระเบียบของสหรัฐ ทั้งการชะลอตัวของร่างกฎหมาย Clarity Act ในวุฒิสภา และการที่ SEC เลื่อนการพิจารณาข้อยกเว้นด้านนวัตกรรมสำหรับหลักทรัพย์โทเคนรวมถึงกฎเกณฑ์การระดมทุนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
- MSCI ผู้จัดทำดัชนีระดับโลกได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อเตรียมปลดบริษัทที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจหลักเชิงปฏิบัติการออกจากดัชนีหุ้น ซึ่งพุ่งเป้าไปที่บริษัทผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่อย่าง Strategy และ Metaplanet โดยตรง
- กระแสเงินทุนในกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐพลิกกลับมาไหลออกสุทธิถึง 333 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีพุ่งแตะ 5.22% ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2001 จนกดดันให้ราคา XRP เสี่ยงหลุดแนวรับจิตวิทยาที่ระดับ 1 ดอลลาร์
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
เนื่องจากตลาดต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้านพร้อมกัน ทั้งการเลื่อนนโยบายกำกับดูแลของภาครัฐ เงินทุน ETF ที่ไหลออกต่อเนื่อง และผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้นจนลดทอนความน่าสนใจของสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะสั้น
ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกลับเข้าสู่ภาวะตึงเครียดอีกครั้ง โดยราคา Bitcoin ได้ร่วงลงมาเคลื่อนไหวในระดับ 62,920 ดอลลาร์ ขณะที่เหรียญใหญ่อย่าง XRP กำลังทดสอบแนวรับจิตวิทยาสำคัญที่ระดับ 1 ดอลลาร์อย่างหวุดหวิด ท่ามกลางปัจจัยลบและมรสุมข่าวร้ายที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันตลอดช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา
แรงกดดันหลักมาจากความล่าช้าของหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐ โดยความคืบหน้าของร่างกฎหมาย Clarity Act เกิดการหยุดชะงักในชั้นวุฒิสภา ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐหรือ SEC ก็มีแนวโน้มที่จะเลื่อนการประกาศใช้ข้อยกเว้นด้านนวัตกรรม (Innovation Exemption) ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์สำคัญที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายหลักทรัพย์แปลงสภาพเป็นโทเคนบนเครือข่ายบล็อกเชนภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ปัจจุบันออกไปอีก การชะลอดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากทั้งทำเนียบขาวและกลุ่มสถาบันการเงินในวอลล์สตรีทต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องทางกฎหมายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับตลาด นอกจากนี้ SEC ยังได้สั่งเลื่อนการประชุมเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องกรอบการกำกับดูแลการระดมทุนของโครงการโทเคน (Reg Crypto) ที่มีกำหนดการเดิมในวันศุกร์ออกไปอย่างกะทันหันโดยไม่มีการระบุวันนัดหมายใหม่
นอกจากประเด็นด้านกฎหมายแล้ว อุตสาหกรรมยังได้รับผลกระทบจากการที่ MSCI หนึ่งในผู้ให้บริการดัชนีหุ้นชั้นนำระดับโลก ได้เปิดการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอที่จะถอดบริษัทที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจหลักเชิงปฏิบัติการออกจากดัชนีหุ้น ซึ่งข้อเสนอนี้พุ่งเป้าไปที่บริษัทผู้ถือครอง Bitcoin ในคลังสำรองรายใหญ่อย่าง Strategy และ Metaplanet โดยตรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและเม็ดเงินลงทุนจากกองทุนดัชนีทั่วโลก
ในฝั่งของกระแสเงินทุน กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐก็กลับมาเผชิญแรงเทขายอีกครั้ง โดยมียอดเงินทุนไหลออกสุทธิในสัปดาห์นี้สูงถึง 333 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการพลิกทิศทางจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่มีเงินทุนไหลเข้ามากถึง 853 ล้านดอลลาร์ และหากนับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา นักลงทุนได้ถอนเงินออกจากกองทุนกลุ่มนี้ไปแล้วมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดพันธบัตรสหรัฐยังเข้ามาซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุน โดยการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี วงเงิน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ได้ให้อัตราผลตอบแทนสูงถึง 5.22% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2001 ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่พุ่งสูงขึ้นนี้ทำให้ต้นทุนทางการเงินแพงขึ้น และเพิ่มโอกาสในการแสวงหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์ไร้ความเสี่ยง จนส่งผลให้ความน่าสนใจในการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนจากดอกเบี้ยอย่าง Bitcoin ลดน้อยลง
การรวมตัวกันของปัจจัยลบทั้งกฎหมายที่หยุดชะงัก แรงซื้อ ETF ที่หดหาย และผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้น ทำให้พื้นที่การฟื้นตัวของตลาดคริปโตถูกจำกัดอย่างหนัก และส่งผลให้เหรียญสำคัญอย่าง XRP ตกอยู่ในสถานะที่เปราะบาง โดยระดับราคา 1 ดอลลาร์ถือเป็นแนวรับสำคัญที่หากหลุดลงไป อาจกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายทำกำไรหรือตัดขาดทุนจากกลุ่มนักลงทุนที่เคยเข้าช้อนซื้อสะสมไว้ในช่วงปลายปี 2024 อย่างรุนแรงได้
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวประเมินว่า ตลาดคริปโตกำลังเข้าสู่ช่วงทดสอบความแข็งแกร่งอย่างแท้จริงเนื่องจากเผชิญทั้งแรงกดดันจากเศรษฐกิจมหภาคและอุปสรรคเชิงโครงสร้างทางกฎหมายพร้อมกัน การที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งสูงแตะระดับสูงสุดในรอบกว่ายี่สิบปีเป็นตัวดูดสภาพคล่องชั้นดีออกจากสินทรัพย์เสี่ยง หากราคา XRP ไม่สามารถยืนเหนือ 1 ดอลลาร์ได้ และ Bitcoin ยังคงถูกเทขายจากกองทุน ETF ตลาดก็มีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่ช่วงปรับฐานต่อเนื่องเพื่อรอคอยความชัดเจนด้านนโยบายในไตรมาสถัดไป

