<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>
bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250

“มูลค่าที่แท้จริงของ Bitcoin อาจเป็นศูนย์” กล่าวโดยผู้สื่อข่าว Wall Street Journal

bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250
ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

หนึ่งในบทความของ Wall Street Journal (WSJ) ที่มีการพาดหัวข่าวเกี่ยวกับภายใต้โวลลุ่มที่ผันผวนของ Bitcoin นั้น แท้จริงแล้วมันอาจจะมีมูลค่าแค่ศูนย์ได้ดึงดูดความสนใจของคนมากมายให้เข้าไปอ่าน โดยผู้เขียนบทความดังกล่าวได้มีการเกริ่นโดยกล่าวว่าสกุลเงินที่ไร้การควบคุมของรัฐบาลนั้นทำให้มีการทำธุรกรรมแบบไร้ตัวตนอาจฟังดูดี แต่เขานั้นก็ไม่ค่อยชอบ Bitcoin สักเท่าไรนักเพราะปัญหาการ scaling ของมันที่ไม่สามารถประมวลผลธุรกรรมได้ทีละเยอะๆ รวมถึงพลังงานไฟฟ้าที่ถูกใช้อย่างสิ้นเปลืองเพื่อเอามาเปิดและรันเครื่องขุด

ทว่าก่อนหน้านี้สำนักข่าวด้านคริปโตนาม CCN เคยออกมาเคลมว่า Bitcoin นั้นสามารถแก้ปัญหา scaling ได้ และสามารถที่จะเอาชนะการประมวลผลธุรกรรมของ Visa ได้ที่ 2,000 ธุรกรรมต่อวินาที อีกทั้งการเปิด SegWit บนเครือข่าย Bitcoin และ Litecoin จะถือเป็นการปูทางไปสู่การติดตั้ง Lightning Network ในอนาคตที่สามารถทำให้การทำธุรกรรมมีความรวดเร็วขึ้น และสามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงินระหว่างสองสกุลนี้ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

นักเขียน WSJ มีการใช้กฎของ Gresham ที่กล่าวไว้ว่า “เงินเลวจะมาไล่เงินดีออกไป” มาใช้กับ Bitcoin โดยกล่าวว่า

bitazza-may-300x250
bitazza-may-768x90

“ด้วยการที่มีตัวเลือกในการใช้จ่ายเงินที่ถูกออกให้จากรัฐบาลที่มีความเป็นเงินเฟ้อ จะทำให้ทุกๆคนใช้จ่ายเงินกระดาษที่ไร้ค่าออกไป และเริ่มเก็บสะสม Bitcoin”

ในความเห็นของเขา เขากล่าวว่าไม่มีใครต้องการที่จะซื้อพิซซ่าด้วย Bitcoin จำนวน 10,000 BTC เมื่อเหรียญ cryptocurrnency นั้นแทบจะไร้ค่า ประเด็นก็คือถ้าไม่มีใครนำสกุลเงินดังกล่าวออกไปใช้จ่าย และเฝ้ารอให้มูลค่ามันวิ่งขึ้นนั้น มันจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นสกุลเงินที่แท้จริงแน่นอน และยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครในประเทศเวเนซุเอลาต้องการที่จะเห็นมูลค่าของสกุลเงินตัวเองลดลงหรอก แต่ผู้คนก็คงไม่มีอะไรจะพูดมากในประเด็นเหล่านั้น และก็อาจจะถูกบังคับให้ใช้ Bitcoinเพื่อเอาตัวรอด

จากนั้น ผู้เขียน WSJ ก็ได้มีการยกประเด็นเรื่องของ Bitcoin ที่ถูกนำมาใช้ทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยทางผู้เขียนมีการหยิบการคำนวณทางคณิตศาสตร์ของนาย Dan Davies หรือนักวิเคราะห์จาก Frontlines Analysts London ที่คาดเดาว่าการซื้อขายยาเสพย์ติดบนอินเทอร์เนตส่งผลให้ราคา Bitcoin พุ่งไปถึง 571 ดอลลาร์ เนื่องจากว่าเงินดอลลาร์นั้นถูกนำไปใช้ฟอกเงินยากกว่า และแพงกว่า Bitcoin

แต่กระนั้น ก่อนหน้านี้ก็มีงานค้นคว้าว่าอาชญากรนั้นไม่ได้ใช้ Bitcoin มากแบบที่หลายๆคนเข้าใจผิด โดยมูลค่าของมันนั้นอาจจะต่ำกว่ามาก อ้างอิงจากนักเขียน WSJ ทว่าเขาก็สรุปว่าการที่ราคาของ Bitcoin พุ่งไปเกือบถึง 4,000 ดอลลาร์นั้น สาเหตุหลักๆมาจากการเก็งกำไร และก็กล่าวว่านาย Jamie Dimon แห่ง JPMorgan นั้นก็พูดถูกที่นำ Bitcoin ไปเปรียบเทียบกับวิกฤตดอกทิวลิปเมื่อศตวรรษที่ 17

หากจะตัดสิน cryptocurrency โดยไม่มีการอ้างอิงถึงการที่ธุรกิจหรือบริษัทที่ถูกกฎหมายนับพันกำลังเริ่มรับ Bitcoin เป็นช่องทางในการจ่ายเงินนั้นก็อาจจะไม่ยุติธรรมนัก

[rsnippet id=”1″ name=”AdSense In-article ad 1″]

Bitcoin คือทองคำดิจิตอล

บทความดังกล่าวยังได้มีการกล่าวว่า “แฟนพันธุ์แท้ของ Bitcoin” กำลังยึดติดแนวคิดที่ว่าเหรียญดังกล่าวนั้นเป็นทองคำดิจิตอล ที่จะยังคงมีมูลค่าถ้าหากสกุลเงินของรัฐบาลนั้นล้มเหลว และแนวคิดนี้ก็มีตัวอย่างออกมาให้เห็นแล้ว

บทความที่ว่ายังได้บ่งชี้ให้เห้นว่าทองคำนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนานนับหลายพันปี โดยเฉพาะในด้านของการนำมาถูกใช้เพื่อหนุนหลังเงินจริง แต่ Bitcoin นั้นยังมีอายุไม่นานนักที่จะพิสูจน์ตัวมันเองว่า “คู่ควร”​ และยังไม่ค่อยมีคนรู้จักมันดี โดยอ้างอิงจากผลวิจัยของ YuGov นั้นได้แสดงให้เห็นว่า 34% ของชาวอเมริกันนั้นไม่เคยได้ยินคำว่า Bitcoin มาก่อน และมี 29% ที่คิดว่า cryptocurrency นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื้อใช้ซื้อสินค้าผิดกฎหมาย

ท้ายสุดนั้น นักเขียนได้กล่าวว่าความผันผวนของ Bitcoin นั้นอาจจะทำให้มันประสบความสำเร็จในการแทนที่ทองคำ หรือล้มเหลวจนมูลค่าของมันเหลือศูนย์เลยก็ได้

ซึ่งเราก็ต้องดูกันต่อไปว่าจะเป็นไปตามที่นักเขียนคนนี้วิเคราะห์หรือไม่ ทว่าภายหลังบทความดังกล่าวก็ถูกเพิ่มลงไปในลิส “Bitcoin ตายไปแล้วกี่ครั้ง” ของเว็บ 99Bitcoins.com ไปเป็นที่เรียบร้อย

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น